หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกนิติ ชี้ไท...

เอกนิติ ชี้ไทยติดหล่มโตต่ำไม่ถึง 3% เร่งสางปมโตกระจุก จนกระจาย สร้างแผน 14 จาก Idea สู่ I do

30.09.26 | 15:10 น.

เอกนิติ ชี้ไทยติดหล่มโตต่ำไม่ถึง 3% เร่งสางปมโตกระจุก จนกระจาย สร้างแผน 14 จาก Idea สู่ I do

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายในงานประจำปี สศช. เรื่อง “แผน 14: เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s Next Agenda” บนเวทีเสวนา ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม : เปลี่ยนอย่างไรให้ไปต่อ ในหัวข้อ พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยบนฐานผลิตภาพและนวัตกรรม ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤต ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตสิ่งแวดล้อม วิกฤตสังคม และวิกฤตการเงิน ทั้งนี้ เพื่อจะไปพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายทางเศรษฐกิจที่ตั้งไว้ สัญญาณที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดและเร่งแก้ไขในขณะนี้ ได้แก่ 1.การเติบโตทางเศรษฐกิจ 2.เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ 3.การกระจายรายได้ และ 4.สิ่งแวดล้อม


นายเอกนิติ กล่าวว่า 1. การเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่มีสัญญาณตัวเลขชี้ชัดว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จากในอดีตก่อนวิกฤตปี 2540 ที่เคยขยายตัวเฉลี่ยถึง 7% และหลังปี 2540-2550 ชะลอลงมาเหลือประมาณ 4% จนกระทั่งปัจจุบันขยายตัวไม่ถึง 3% สาเหตุหลักเกิดจากการขาดการลงทุนใหม่มาเป็นเวลานาน เปรียบเสมือนโรงงานที่ใช้เครื่องจักรเก่าและกำลังแรงงานที่เริ่มเข้าสู่วัยสูงอายุ โดยปัจจุบันสัดส่วนผู้มีอายุเกิน 60 ปีคิดเป็นกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องยกระดับผลิตภาพ (Productivity) และศักยภาพในการแข่งขัน ด้วยการลงทุนในเทคโนโลยี นวัตกรรม และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่ไปกับการยกระดับทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาดงานคุณภาพสูง

นายเอกนิติ กล่าวว่า 2.เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แม้ว่าเสถียรภาพด้านต่างประเทศในปัจจุบันจะอยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่งมาก มีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึงประมาณ 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (รวมสถานะซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า) ซึ่งรองรับมูลค่าการนำเข้าได้ถึง 10 เดือน และสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึง 2.5 เท่า ทำให้โอกาสเกิดวิกฤตซ้ำรอยปี 2540 เป็นไปได้ยาก ทว่าจุดเปราะบางสำคัญกลับย้ายมาอยู่ที่ “วินัยและฐานะทางการคลัง” อันเป็นผลจากการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมากในช่วงวิกฤตโควิด-19 และช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลจึงมุ่งเน้นการซ่อมแซมและรักษาวินัยการคลังอย่างจริงจัง เนื่องจากมีสิทธิโดน Downgrade จากสถาบันจัดอันดับ หรือแปลว่าไทยมีโอกาสเจอวิกฤต ทว่าวันนี้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำทั้ง 3 แห่งได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยขึ้นสู่ระดับมีเสถียรภาพแล้ว ขฯะเดียวกันรัฐยังต้องดูแลเสถียรภาพทางการเงินในมิติหนี้ครัวเรือนและการเข้าถึงแหล่งทุนของกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ควบคู่กันไปด้วย

นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะที่ 3.การกระจายรายได้และสังคม ประเทศไทยยังคงเผชิญปัญหา “โตกระจุก จนกระจาย” สะท้อนจากโครงสร้างรายได้ที่กลุ่มประชากรที่รวยที่สุด 20% ครองสัดส่วนรายได้ประเทศไปถึงประมาณ 50% ในขณะที่กลุ่มประชากรที่จนที่สุด 20% มีส่วนแบ่งรายได้ไม่ถึง 5% แนวทางแก้ไขจึงต้องมุ่งเน้นการลงทุนในทุนมนุษย์ แปลงทุนทางเศรษฐกิจให้เป็นขีดความสามารถและทักษะสมัยใหม่ พร้อมส่งเสริมการนำเทคโนโลยี AI เข้าไปช่วยเสริมศักยภาพให้กับผู้ค้ารายย่อยและฐานราก เพื่อให้สามารถปรับตัวและค้าขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างเท่าทัน ตลอดจนสร้างความเชื่อมโยงระหว่างการผลิตของภาคการศึกษากับความต้องการของภาคธุรกิจจริง ผ่านโครงการความร่วมมืออย่าง SkillBridge

Advertisement

นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วน 4.สิ่งแวดล้อม ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบชัดเจนทั้งภัยแล้งและอุทกภัยที่สลับกันเกิดรุนแรงขึ้น ประเทศไทยจึงต้องเร่งลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำ และที่สำคัญคือต้องเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างจริงจัง เนื่องจากปัจจุบันไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงเกือบ 10% ของ GDP และผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติสูงถึง 60% ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศอย่างมาก ประเทศไทยจึงต้องเร่งขับเคลื่อนพลังงานสะอาด ทั้งพลังงานชีวภาพ เอทานอล ไบโอดีเซล และพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ พร้อมส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จากภาคประชาชน เพื่อลดการนำเข้าพลังงานฟอสซิลและบรรเทาความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต

“โดยสรุป วันนี้สิ่งที่เราต้องทำ คือ ทำยังไงให้เรากลับมาโต เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน โจทย์ชัดๆ คือเรายังโตต่ำ วันนี้ 3% ยังไม่ถึงเลย ก็เพราะเราไม่ได้ลงทุนมานาน ลองคิดถึงโรงงาน โรงงานเก่า ผลิตวันหนึ่ง ซ่อมวันหนึ่ง แล้วเราไม่ได้ลงทุนมานาน อนาคตเราจะเอาอะไรไปโต  และเรื่องคน คนที่อายุเกิน 60 มี 20% ของประชากรไทยทั้งหมด ซึ่งเกษียณแปลว่ารายได้ลดลง แล้วจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น วันนี้ทำยังไงให้คนไทยเก่งขึ้น อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ ลองคิดถึงโรงงาน เครื่องจักรเก่า แรงงานแก่ เพราะฉะนั้น นี่แหละ เราถึงโตต่ำ แล้ววันนี้เราถึงต้องลงทุน ในเรื่องเครื่องจักรใหม่ แล้วก็ให้แรงงานเก่งขึ้น ไม่งั้นเราไม่มีทางกลับมาโตได้” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวว่า ยำ้ว่าท่ามกลางบริบทโลกที่แตกขั้วและมีความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยได้รับการยอมรับในฐานะพื้นที่ที่มีความมั่นคงและปลอดภัยสำหรับการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานใหม่ กุญแจสำคัญคือการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยรื้อฟื้นกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เพื่อเปลี่ยนแผนจาก “กระดาษ” สู่ “การปฏิบัติจริง” โดยผลักดัน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะ, การแปรรูปอาหาร, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, ยานยนต์แห่งอนาคต (EV), ธุรกิจการแพทย์และสุขภาพ (Wellness), การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เพื่อเชื่อมโยงประโยชน์และมูลค่าเพิ่มไปสู่ผู้ประกอบการ SMEs และแรงงานไทยในทุกภูมิภาคอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

“เราต้องเปลี่ยนแผนพัฒนาธรรมดา เป็นแผนที่ลงมือต้องเลือกเป้าให้ชัด และเป้าต้องวัดผลได้ เป็นรายปี และให้เห็นปลายทาง ซึ่งแผน 5 ปี ต้องแยกให้ชัด ต้องมีทั้งเป้าสั้นและยาว และเราต้องเลือกลำดับความสำคัญ ต้องยอมรับว่าเราทำทุกอย่างไม่ได้ เลือกสิ่งที่มีอิมแพค ทำสิ่งที่ยิบย่อยไปหมดแล้วอิมแพคคืออะไร พอแยกชัดแล้ว จากนั้นต้องลงมือทำ ซึ่งยากที่สุดคือจะอินทิเกรตหน่วยงานอย่างไรโดยไม่ตั้งคณะกรรมการ และต้องให้คนนั้นมีส่วนรับผิดชอบกับงานที่ทำ จะเป็นประโยชน์มากถ้าเปลี่ยนแผน 14 จาก Idea เป็น I do” นายเอกนิติ กล่าว