ธปท.รับน้ำท่วมเพิ่มปัญหาหนี้สินปชช. ดึงจีดีพีวูบ 0.03-0.1% หวังไม่ยืดเยื้อฉุดภาคท่องเที่ยว
น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ รวมถึงหลายจังหวัดของประเทศไทยนั้น ยังไม่สามารถสรุปตัวเลขความเสียหายสุทธิเป็นทางการได้ เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่จบดีและต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินผลมูลค่าความเสียหายอีกครั้ง แต่ในเบื้องต้นมีการพิจารณาตัวเลขความเสียหายคาดว่า จะอยู่ในช่วงประมาณ 0.03-0.1% ของจีดีพี และยอมรับว่า ปัญหาภาระหนี้สินของประชาชนจะต้องมีเพิ่มขึ้นแน่นอน เพียงแต่ต้องรอพิจารณารายละเอียดอีกครั้งหลังสถานการณ์คลายตัวลงแล้ว โดย ธปท.ได้กำชับให้สถาบันการเงินเร่งดูแลลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมแล้ว รวมถึงรวมมาตรการความช่วยเหลือลูกหนี้ด้านการเงินไว้บนเว็บไซต์ของ ธปท.ด้วย

น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า แรงชดเชยจากการซ่อมสร้างต่อจากนี้ มองว่า ตัวเลขประเมินความเสียหายส่วนใหญ่อาจยังไม่ได้นับรวมผลบวกจากกิจกรรมการซ่อมสร้างทั้งบ้านเรือน อาคาร และทรัพย์สินที่จะเกิดขึ้นหลังน้ำลด ซึ่งจะเข้ามาช่วยชดเชยและดึงตัวเลขเศรษฐกิจให้บวกกลับขึ้นมาได้บางส่วน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือมีมวลน้ำใหญ่เพิ่มเติม อาจส่งผลกระทบมากกว่าที่ประเมินไว้ได้ โดยประเมินผลกระทบแยกรายภาคเศรษฐกิจ อาทิ ภาคบริการ ได้รับผลกระทบมากที่สุด จากระบบการขนส่ง การกระจายสินค้า ร้านค้าปลีกและค้าส่ง รวมถึงสต็อกสินค้าที่ได้รับความเสียหาย อาทิ น้ำท่วมเข้าห้างสรรพสินค้า ซึ่งกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและผู้ค้ารายย่อย ภาคการก่อสร้าง มีพื้นที่ก่อสร้างบางแห่งในเขตประสบภัยต้องหยุดดำเนินงานชั่วคราว รวมถึงภาคการท่องเที่ยว แม้ปัจจุบันยังได้รับผลกระทบในวงจำกัด แต่หากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นหรือยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในวงกว้างขึ้นได้
“ในช่วงเกิดเหตุน้ำท่วม เห็นพฤติกรรมการกักตุนสินค้าอุปโภคบริโภคของประชาชน และหลังจากนี้เมื่อปริมาณน้ำลดลงจะมีภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมซ้ำเติมปัญหากำลังซื้อของประชาชนมากกว่า จึงมีความกังวลต่อภาระหนี้สินและความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนและเอสเอ็มอี ซึ่งมีความเปราะบางอยู่แล้ว โดยบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการปรับตัวและการแก้ไขสถานการณ์ในระยะถัดไป ยากที่จะบอกว่าจะมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด แต่หวังว่าสถานการณ์จะสามารถแก้ไขได้โดยเร็ว เพราะหากยืดเยื้อออกไปจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวไทยได้” น.ส.ชญาวดี กล่าว

น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมจัดประชุมใหญ่ IMF-World Bank Annual Meetings ในวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 นี้ โดย ธปท.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนฉุกเฉิน (BCP) ซึ่งประเมินพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน รวมถึงสถานที่จัดประชุมและโรงแรมในรัศมี 5 กิโลเมตร เชื่อว่า จะ ไม่ได้รับผลกระทบ หากบริหารจัดการน้ำเหนือได้ดีและไม่มีฝนตกหนักผิดปกติเพิ่มขึ้น โดยต้องเน้นการสื่อสารระดับโลกออกไปผ่านการย้ำภาพความพร้อมและความแห้งของสถานที่ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาคมโลก เนื่องจากภาพข่าวภายนอกอาจทำให้เข้าใจผิดว่าน้ำท่วมขังทั่วทั้งประเทศไทยได้
น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า ด้านภาวะเศรษฐกิจไทยเดือนสิงหาคม แนวโน้มรายหมวดการส่งออกและการนำเข้าสินค้า การส่งออกสินค้า (ไม่รวมทองคำ) ทรงตัวจากเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยหมวดที่ลดลงเป็นอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนหมวดที่ขยายตัวเป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูล Solid State Drive (SSD) ส่งไปสหรัฐ น้ำมันดีเซลไปสิงคโปร์/มาเลเซีย และน้ำตาลไปอินโดนีเซีย ด้านการนำเข้าสินค้า (ไม่รวมทองคำ) เพิ่มขึ้น 4.5% หลักๆ มาจากการนำเข้าเชื้อเพลิง ขณะที่การนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากไต้หวันลดลง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวเดือนสิงหาคม มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.5 ล้านคน บวกขึ้น 1.8% หลังขจัดปัจจัยฤดูกาล นำโดยนักท่องเที่ยวจีน ที่ปิดภาคเรียนฤดูร้อน และกลุ่มระยะใกล้ อาทิ อินเดีย ทำให้ยอดสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 26 กันยายน 2569 อยู่ที่ 22.9 ล้านคน
น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า สำหรับการบริโภค เพิ่มขึ้น 2.2% จากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ และหมวดยานพาหนะ ขณะที่หมวดก่อสร้างลดลงเล็กน้อยตามพื้นที่อนุญาต ก่อสร้างอาคารพาณิชย์และนิคมฯ ส่วนการบริโภคภาคเอกชน เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.4% จากหมวดบริการ หมวดสินค้าคงทน และหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคที่ได้อานิสงส์จากมาตรการภาครัฐโครงการไทยช่วยไทย พลัส ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล แต่ประชาชนยังกังวลเรื่องค่าครองชีพและภาระหนี้สูง ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป อยู่ที่ 2.53% เพิ่มขึ้นจาก 1.95% เทียบเดือนก่อนหน้า จากราคาอาหารสด และราคาพลังงานขายปลีกในประเทศ ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน อยู่ที่ 1.44% เพิ่มขึ้นจาก 1.34% ตามการส่งผ่านต้นทุนราคาอาหารสำเร็จรูป


