ศุภจี ห่วงระบบคาร์โก้ชะงัก ฉุดความเชื่อมั่น สั่งพาณิชย์รับมือ DITP เร่ง 5 แนวทางลดผลกระทบส่งออก
ที่กระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงผลกระทบจากปัญหาการขนส่งสินค้าทางอากาศว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ อยู่ระหว่างประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการส่งออก โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) กรมศุลกากร และหน่วยงานด้านโลจิสติกส์ เพื่อประเมินสถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ การส่งออกสินค้าทางอากาศ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 26-27% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ตามข้อมูลของหน่วยงานด้านการบินพลเรือน โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นช่วง 6 วันที่ผ่านมา ถือเป็นผลกระทบระยะสั้น และยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะส่งผลต่อภาพรวมการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญเพียงใด
“ สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าผลกระทบด้านมูลค่าการส่งออกโดยตรง คือ ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของคู่ค้าและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะสินค้าที่มีความจำเป็นต้องขนส่งทางอากาศ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หากเกิดความล่าช้าและไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามกำหนด อาจทำให้ผู้นำเข้าต่างประเทศพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ผู้ส่งออกหรือคู่ค้าจากประเทศอื่น “ นางศุภจี กล่าว
นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันสายการบินไทยไม่ได้เป็นผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางอากาศเพียงรายเดียว โดยยังมีผู้ให้บริการรายอื่นที่สามารถรองรับการขนส่งสินค้าได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงสามารถพิจารณาปรับเปลี่ยนเส้นทางหรือใช้บริการจากผู้ให้บริการรายอื่น เพื่อให้สินค้าสามารถเดินทางไปถึงปลายทางได้
นางศุภจี กล่าวว่า สำหรับการช่วยเหลือผู้ส่งออก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะทำหน้าที่ประสานและสนับสนุนผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ หากผู้ส่งออกรายใดตรวจสอบกับผู้ให้บริการขนส่งสินค้า (Forwarder) แล้วพบว่าสินค้า หรือ Cargo มีปัญหา สามารถประสานหน่วยงานเพื่อช่วยเจรจากับคู่ค้าหรือปลายทาง เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เช่น ค่าปรับจากการส่งมอบล่าช้า ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาจะต้องอาศัยการทำงานร่วมกันหลายหน่วยงาน ทั้งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย กระทรวงคมนาคม ซึ่งดูแลภาพรวมการบริหารจัดการสนามบิน รวมถึงกรมศุลกากร เพื่อให้การขนส่งและส่งออกสินค้าสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้ติดตามสถานการณ์คลังสินค้าการบินไทย ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระงับการรับสินค้า THAI Cargo ขาเข้า–ขาออก และสินค้าถ่ายลำเป็นการชั่วคราว ถึงผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ประกอบด้วย
1.ด้านการส่งมอบสินค้าและความเสี่ยงต่อผู้ส่งออกโดยตรง โดยการระงับรับสินค้าของคลังสินค้าการบินไทยส่งผลให้สายการบินที่ใช้บริการคลังสินค้าดังกล่าวบางส่วนต้องชะลอหรืองดรับสินค้าส่งออกชั่วคราว ทำให้ผู้ส่งออกมีความเสี่ยงไม่สามารถส่งมอบสินค้าแก่ผู้ซื้อในต่างประเทศได้ตามกำหนด โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารสด สินค้าเน่าเสียง่าย สินค้าควบคุมอุณหภูมิ อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน วัตถุดิบสำหรับภาคการผลิต และสินค้าเร่งด่วน
2.ด้านต้นทุนโลจิสติกส์และค่าระวาง ค่าระวางเรือ/เครื่องบิน (Freight Rate) พุ่งสูงขึ้น ผู้ส่งออกจำนวนมากจะเปลี่ยนไปใช้บริการคลังสินค้าทางอากาศของสายการบินอื่นที่ยังเปิดอยู่ (เช่น BFS) หรือสายการบินต่างชาติ ซึ่งมีพื้นที่จำกัด ส่งผลให้ค่าระวางสินค้าทางอากาศ (Air Freight Rate) ดีดตัวสูงขึ้นทันทีตามกลไกตลาด
3. ด้านความต่อเนื่องของสายการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน (ทั้งขาออกและขาเข้า)
วัตถุดิบต้นน้ำขาดแคลน: เนื่องจากประกาศนี้ระงับทั้งขาเข้าและขาออก วัตถุดิบหรือสารเคมีสำคัญที่ผู้ส่งออกไทยต้องนำเข้ามาเพื่อแปรรูปและผลิตเพื่อส่งออกต่อ ก็จะไม่สามารถนำออกจากคลังสินค้าได้ตามกำหนด (อาจล่าช้ากว่าเดิม 3-7 วัน) ส่งผลให้แผนการผลิตสินค้าล็อตถัดไปเพื่อส่งออกต้องเลื่อนออกไปด้วย
ผลกระทบมีความสำคัญเป็นพิเศษต่อ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน ซึ่งต้องอาศัยความรวดเร็วและความแม่นยำในการส่งมอบเพื่อเชื่อมต่อกับสายการผลิตในต่างประเทศ ขณะที่สินค้าเกษตรและอาหารมีข้อจำกัดด้านอายุสินค้าและคุณภาพ การล่าช้าหรือตกเที่ยวบินจึงอาจก่อให้เกิดความเสียหายและต้นทุนเพิ่มเติมแก่ผู้ส่งออก
ซึ่งสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ระบุว่า ปัญหาครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อจำกัดด้านความแออัดของคลังสินค้าสุวรรณภูมิที่มีอยู่เดิม จากปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้นและกระบวนการตรวจสอบสินค้าก่อนรับบรรทุกที่เข้มงวดขึ้น โดยที่ผ่านมาเกิดความเสี่ยงที่สินค้าขาออกจะตกเที่ยวบิน และในบางกรณีสินค้าขาเข้าหรือวัตถุดิบใช้เวลาในการนำออกจากพื้นที่ไปยังโรงงานประมาณ 7 วันทำการ ซึ่งอาจกระทบต่อความต่อเนื่องของการผลิตเพื่อการส่งออก
และ 4. ด้านผลกระทบในวงกว้างต่อการส่งออกและความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งการส่งออกทางอากาศมีมูลค่าถึง 2.42 ล้านล้านบาทในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 และคิดเป็นร้อยละ 33 ของมูลค่าการส่งออกของประเทศ การหยุดชะงักของระบบคลังสินค้าและ Air Cargo แม้เป็นการชั่วคราว จึงมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อการส่งออก ทั้งด้านการส่งมอบสินค้า ต้นทุนโลจิสติกส์ ความต่อเนื่องของสายการผลิต และความน่าเชื่อถือของไทยในฐานะส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก อีกทั้ง Cargo บางส่วนอาจพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ที่อื่นแทน ทำให้ประเทศสูญเสียรายได้จากส่วนนี้
ทั้งนี้ ความสำคัญของ Air Cargo ต่อการส่งออกไทย พบว่า ช่วงมกราคม–กรกฎาคม 2569 การส่งออกทางอากาศมีมูลค่าประมาณ 2.42 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 36.7) คิดเป็นร้อยละ 33 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ (ประมาณ 7.34 ล้านล้านบาท) หรือเกือบ 1 ใน 3 ของการส่งออกไทย สินค้าสำคัญ ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน (มูลค่าสูงในปีก่อนหน้า) และสินค้าเกษตร/อาหาร (ผักสด ผลไม้ ดอกไม้สด เนื้อสัตว์แช่เย็นแช่แข็ง อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง) ซึ่งอ่อนไหวต่อเวลาและคุณภาพ โดยกลุ่มสินค้าสำคัญที่พึ่งพาการขนส่งทางอากาศ ได้แก่ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน เช่น แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และฮาร์ดดิสก์ ซึ่งในปี 2568 มีมูลค่าส่งออกทางอากาศประมาณ 1.32 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 42.0 ของมูลค่าการส่งออกทางอากาศทั้งหมด กลุ่มสินค้าดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานโลก นอกจากนี้ สินค้าเกษตรและอาหาร เช่น ผลไม้ อาหารทะเล และผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพสูง มีมูลค่าส่งออกทางอากาศในปี 2568 ประมาณ 380,804 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 26.2 ของมูลค่าการส่งออกทางอากาศทั้งหมด ซึ่งสินค้าในกลุ่มนี้มีความอ่อนไหวต่อระยะเวลาการขนส่งและการควบคุมคุณภาพ การหยุดชะงักของระบบ Air Cargo จึงอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสินค้าและกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการได้โดยตรง
สำหรับสัดส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรทางอากาศของไทย ประกอบด้วย 1. การขนส่งสินค้าผักและผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง แห้ง และแปรรูป: ปี 68 มีมูลค่าการส่งออกรวม 9,826.62 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นการขนส่งทางอากาศ มูลค่า 351.81 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.58 ของช่องทางการขนส่งทั้งหมด 2.การขนส่งผลไม้สด โดยปี 2568 มีมูลค่าการส่งออกรวม 5,209.52 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นการขนส่งทางอากาศ มูลค่า 251.86 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.83 ของช่องทางการขนส่งทั้งหมด ส่วน 8 เดือนแรก ปี 2569 มีมูลค่าการส่งออกรวม 5,523.36 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นการขนส่งทางอากาศ มูลค่า 179.85 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.26 ของช่องทางการขนส่งทั้งหมด นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่าสินค้าทางการเกษตร โดยเฉพาะผลไม้สดมีการขนส่งทางอากาศประมาณร้อยละ 3 ของช่องทางการขนส่งทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกในระยะยาว ประกอบกับเป็นช่วงปลายฤดูผลผลิต มีสินค้าส่งออกปริมาณน้อย
ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า ข้อเสนอแนะและแนวทางสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ระยะเร่งด่วน) ประกอบด้วย
1.กรมติดตามและรวบรวมผลกระทบอย่างใกล้ชิด โดยประสานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) สมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย (TAFA) สมาคมผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และเครือข่ายผู้ส่งออก เพื่อรวบรวมข้อมูลผู้ประกอบการ ประเภทสินค้า ตลาดปลายทาง และมูลค่าการค้าที่ได้รับผลกระทบ
2.ประสานสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ซึ่งมีเครือข่าย 58 แห่งใน 43 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก เพื่อสนับสนุนการสื่อสารกับผู้นำเข้าและคู่ค้าต่างประเทศกรณีส่งมอบล่าช้า ช่วยเจรจาขยายเวลา สื่อสารสถานการณ์ภัยพิบัติ (Force Majeure) และป้องกันค่าปรับ
3.เผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์และทางเลือกด้านการขนส่งอย่างทันท่วงที เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับแผนได้
4.สนับสนุนผู้ส่งออกประสาน Forwarder ทันที ตรวจสอบสถานะ เปลี่ยนใช้คลังสินค้ารายอื่น (เช่น Bangkok Flight Services – BFS Cargo ซึ่งยังเปิดบริการและมีระบบควบคุมอุณหภูมิ) หรือสายการบินทางเลือก (กลุ่มตะวันออกกลาง เอเชีย ยุโรป) โดยตรวจสอบสัญญาสายการบินและจองพื้นที่ล่วงหน้า
5.แนะนำปรับเส้นทางสำหรับสินค้าที่ไม่เน่าเสียง่าย (ทางเรือหรือทางบกข้ามพรมแดน) และเร่งตรวจปล่อยสินค้าขาเข้าที่ถึงแล้ว รวมถึงชะลอการส่งจากต้นทางหากยังไม่โหลดขึ้นเครื่อง



