สศช.ลุยพลิกโฉมประเทศ ชูแผนฯ14พัฒนาเศรษฐกิจ เสาหลัก 5 ด้าน เปลี่ยนผ่านศก.-ปฏิรูปรัฐ ทุนมนุษย์-ไฮเทค-พลังงาน
เมื่อวันที่ 30 กันยายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) เป็นประธานเปิดการประชุมประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เวทีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสาระสำคัญของร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ.2571–2575) พร้อมเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานและภาคีการพัฒนาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อประกอบการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะ 5 ปีข้างหน้า โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปลัดกระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม/เทียบเท่า รัฐวิสาหกิจ ผู้แทนภาคธุรกิจ กลุ่มองค์กรภาคเอกชน นักวิชาการ องค์กรระหว่างประเทศ และประชาชนเข้าร่วม
นายอนุทิน กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “แผน 14: เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s Next Agenda” ตอนหนึ่งว่า แผน 14 ต้องเป็นข้อตกลงร่วมกันของประเทศ มีเจ้าภาพ กรอบเวลา ตัวชี้วัดผลลัพธ์ และข้อมูลเปิดเผยให้ประชาชนติดตาม โดยวัดความสำเร็จจากผลิตภาพ รายได้ ทักษะของคนไทย ความสะดวกในการติดต่อภาครัฐ ต้นทุนพลังงาน การใช้ทรัพยากร และความสามารถในการรับมือวิกฤต ทั้งนี้ แผนต้องไม่ผูกอยู่กับรัฐบาล หรือพรรคการเมืองใด แต่เป็นทิศทางร่วมที่ทุกภาคส่วนขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง
นายกฯ กล่าวว่า สำหรับร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กำหนดเสาหลักการพัฒนา 5 ด้าน ได้แก่ 1.การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 2.การปฏิรูปภาครัฐ 3.การพัฒนาทุนมนุษย์ 4.การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ 5. การลงทุน ถ่ายทอด และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะต่อไป
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวถึงการจัดทำแผนฯ ฉบับที่ 14 ว่า สศช. ยึดเป้าหมายสำคัญว่าจะต้องไม่ใช่เป็นเพียงแค่เอกสารทางวิชาการ แต่ต้องเป็นแผนที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง ทั้งนี้ สภาพัฒน์ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 ทั้งภาคการเมือง เอกชน ประชาสังคม เยาวชน องค์กรระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ADB, World Bank, UNFPA, UNDP และเวทีรับฟังความเห็น 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้งนี้ ได้จัดตั้งคณะกรรมการยกร่างฯ 5 คณะ ได้แก่ คณะด้านเศรษฐกิจ ด้านปฏิรูปภาครัฐ ด้านยกระดับทุนมนุษย์ ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้การนำของนายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒน์ ในการบูรณาการแผนงานให้เป็นในทิศทางเดียวกัน
“ขอย้ำว่าประเทศไทยไม่สามารถอยู่แบบเดิมได้อีกต่อไป และจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่าน เพื่อใช้โอกาสจากการเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยแผนฯ 14 ได้กำหนด 4 หลักคิดสำคัญ ได้แก่ การสร้างผลิตภาพ, การกระจายโอกาสอย่างทั่วถึง, ความสามารถในการปรับตัว และการสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อรองรับแรงกระแทกจากภายนอก ผ่านการซ่อมฐานรากเดิม เสริมศักยภาพใหม่ และปลดล็อกกฎระเบียบที่ล้าสมัย เพื่อเปิดทางให้คนตัวเล็กดำเนินธุรกิจและมีงานทำที่ดีได้อย่างเท่าเทียม” นายดนุชา กล่าว
นายดนุชา กล่าวว่า เป็นการขับเคลื่อน 13 ประเด็นปฏิรูปสำคัญ ภายใต้แผนฯ 14 จะดำเนินการควบคู่กันทั้งระบบผ่านกลยุทธ์ “TRUST” 5 เสาหลัก ประกอบด้วย T-Transform economy การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ยกระดับฐานการผลิตเดิมทั้งเกษตร อุตสาหกรรมแปรรูป และท่องเที่ยว พร้อมสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ อาทิ ยานยนต์แห่งอนาคต อุตสาหกรรมไฮเทค การแพทย์และสุขภาพ (Wellness) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ควบคู่การปฏิรูปการเงิน การคลัง และตลาดทุน R-Reform public sector การปฏิรูปภาครัฐให้กระชับ มีสมรรถนะสูง ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน โปร่งใส ปราบปรามทุจริต และยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัยเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเข้าเป็นสมาชิก OECD
ส่วน U-Upgrade human capital การยกระดับทุนมนุษย์ ออกแบบสิทธิประโยชน์จูงใจการมีบุตรเพื่อแก้วิกฤตเด็กเกิดใหม่ลดลง ยกระดับผลิตภาพแรงงาน พลิกโฉมอาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัยให้เชื่อมโยงกับความต้องการจริงของภาคผลิตและบริการ S-Sustain natural resources and environment การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน วางระบบรับมือภัยพิบัติและบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ T-Technology & innovation การเร่งการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากการลงทุนต่างชาติ สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย พัฒนานวัตกรรม และยกระดับทักษะผู้ประกอบการเพื่อต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์
นายดนุชา กล่าวว่า กรอบทิศทางของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จำเป็นต้องขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ “TRUST” คือ การสร้างความเชื่อมั่นร่วมกันว่า ประเทศไทยสามารถทำได้จริง โดยในระยะถัดไป สภาพัฒน์จะเร่งดำเนินการยกร่างรายละเอียดและกำหนดแนวทางการพัฒนาในแต่ละมิติ เพื่อผลักดันให้แผนพัฒนาฯ ฉบับดังกล่าวสามารถประกาศใช้ได้อย่างเป็นทางการในปีงบประมาณ 2571 อย่างไรก็ตาม การประกาศใช้แผนในปีงบประมาณ 2571 ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการทำงาน หากแต่เป็นหมุดหมายเริ่มต้นที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันลงมือปฏิบัติจริงเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคตที่คาดหวัง



