‘เจ้าสัวบัณฑูร’ เตือนความเสี่ยงใหญ่ธุรกิจไทยรู้ไม่ทันโลก ชี้วิกฤตเกิดได้ทุกเมื่อ มองจีดีพีโตปีนี้โต 3.4%

28.06.17 | 09:56 น.

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ราว 3.3-3.4% อย่างไรก็ตาม ในแต่ละช่วงเวลาเศรษฐกิจต้องเผชิญกับความเสี่ยง โดยความเสี่ยงเมื่อปี 2540 หรือ 20 ปีที่ผ่านมา ที่เป็นการแห่กันเสี่ยง สนุกกับการปล่อยสินเชื่อ ราคาหุ้นขึ้นและราคาที่ดินที่ปรับสูงขึ้นจนฟองสบู่แตก แต่ขณะนี้เป็นความเสี่ยงอีกแบบหนึ่ง เป็นความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกอืด เป็นตัวที่ฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และห่วงว่าการทำอะไรที่เกินกำลัง เช่น มีหนี้สินเกินกำลัง จะนำไปสู่วิกฤตแต่อาจจะเป็นรูปแบบที่แตกต่างออกไป

“เมื่อวานมีผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองขึ้นมาพูดถึงบทเรียนของเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศไทยเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เพื่อเป็นการเตือนสติว่าวิกฤตเกิดขึ้นได้ครั้งแล้วครั้งเล่าถ้าไม่ระมัดระวัง ผมก็อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้น จำรายละเอียดไม่ได้เท่าไร แต่จำได้ว่าคนแบบไหนล้มบนฝูก ซึ่งหากใช้กรรมในชาตินี้ไม่ทันต้องไปใช้กรรมในชาติหน้า” นายบัณฑูรกล่าว

นายบัณฑูรกล่าวว่า แนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในระบบสถาบันการเงิน (เอ็นพีแอล) ยังมีโอกาสที่เพิ่มขึ้น ในภาวะแบบนี้จะธุรกิจขนาดเล็กสะดุด ซึ่งวิธีการแก้ปัญหาคือการสร้างการเติบโตเศรษฐกิจให้เพิ่มขึ้น หรือเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ให้เพิ่มขึ้น ในส่วนของภาครัฐพยายามช่วยเหลือโดยผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่ต้องทำเพื่อยกระดับประเทศ แต่ยังต้องติดตามว่าจะสามารถดำเนินการได้ต่อเนื่องมากน้อยแค่ไหน และต้องคิดว่าจะคืนทุนอย่างไร อย่างการทำระบบขนส่งมวลชนก็ต้องพิจารณาว่าใครจะใช้ ราคาที่จ่ายได้เป็นเท่าไร และส่วนต่างใครจะรับผิดชอบ รวมทั้ง การยกระดับการเกษตร ต้องพิจารณาว่าช่วยลดต้นทุนได้จริงหรือไม่ ขายสินค้าได้ในราคาที่เพิ่มขึ้น เกษตรกรไม่ต้องมาเรียกให้ให้ประกันราคาสินค้า ด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานก็ต้องทำ

“ความเสี่ยงที่สุดคือ ความรู้ไม่ทันโลก และปรับตัวไม่ทัน เพราะทุกวันนี้ธุรกิจเก่าถูกธุรกิจใหม่มาทดแทน บริษัทหรือธุรกิจที่ปรับตัวไม่ทันก็เป็นความเสี่ยง เพราะรายได้ที่คิดว่าจะได้ก็ไม่ได้อีกแล้ว ในส่วนการปรับโครงสร้างของธนาคารจะเป็นรูปแบบใดนั้นยังตอบไม่ได้ เพราะทุกวันนี้ชี้ไม่ได้ว่าเป็นขาวหรือดำ แต่เป็นสีเทาๆ อย่างไรก็ตาม ธนาคารมีการปรับตัวต่อเนื่อง รวมทั้งมีการคิดว่าจะสามารถทำธุรกิจแบบเดิมโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ได้หรือไม่ และไม่เฉพาะธนาคารบริษัทเอกชนอื่นๆ ก็คิดทำนองเดียวกัน แต่จะมีใครที่คิดทะลุทั้งหมด ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่นักลงทุนถาม ผู้บริหารก็ตอบได้ดี แต่ขึ้นอยู่ว่าจะมีความชัดเจนอย่างไร” นายบัณฑูรกล่าว

นายบัณฑูรกล่าวว่า การขยายตัวสินเชื่อคาดว่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับจีดีพีประเทศ ต้องไม่ช้าหรือเร็วเกินไป เพราะหากขยายตัวน้อยเกินไปก็จะไม่ช่วยการเติบโตเศรษฐกิจประเทศ หากขยายตัวมากเกินไปก็จะตกขอบเพราะธุรกิจตามไม่ทัน สำหรับปี 2560 นี้ สินเชื่อของธนาคารจะขยายตัวราว 4-6% ช่วง 5 เดือนแรกที่ผ่านมาสินเชื่อขยายตัวแล้ว 2.3% เชื่อว่าช่วงครึ่งปีหลังจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง และคาดว่าสินเชื่อปี 2561 จะขยายตัว 6-7% ตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนเอ็นพีแอลมองว่ายังมีโอกาสขยับตัวขึ้นได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ แต่เชื่อว่าไม่น่าจะกระทบกับตัวธุรกิจ เพราะสถาบันการเงินแต่ละแห่งในปัจจุบันมีความแข็งแกร่ง สามารถบริหารจัดการและมีมาตรการดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งธนาคารคาดว่าเอ็นพีแอลปีนี้จะอยู่ในกรอบ 3.3-3.4% ส่วนกรณี เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) ไม่มีผลกระทบต่อกรอบเป้าหมายเอ็นพีแอลของธนาคารแต่อย่างใด

Advertisement