หน้าแรก เศรษฐกิจ อาจารย์เศรษฐศ...

อาจารย์เศรษฐศาสตร์ ประเมินความเสียหาย น้ำท่วมขัง 7 วัน ห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตรพัง สูญ 6.9 หมื่นล้าน

1.10.26 | 14:34 น.

อาจารย์เศรษฐศาสตร์ ชี้น้ำท่วมขัง กระทบห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตร คาดเสียหาย 6.9 หมื่นล้าน

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงการประเมินมูลค่าความเสียหายต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตรทั้งระบบจากน้ำท่วม ปี 2569 ว่าการประเมินผลกระทบน้ำท่วมช่วงวันที่ 24-30 กันยายน 2569 รวม 7 วัน ใช้รายงานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 น. ซึ่งเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์กรมประชาสัมพันธ์ เป็นฐานกำหนดพื้นที่ศึกษา รายงานระบุว่ายังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 31 จังหวัด และกรุงเทพฯ รวม 32 พื้นที่ระดับจังหวัด ครอบคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และกรุงเทพมหานคร ดังนี้


ภาคเหนือ 6 จังหวัดที่น้ำท่วม คือตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี กิจกรรมการผลิตที่ได้รับผลกระทบคือ เกษตรและปศุสัตว์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 จังหวัดที่น้ำท่วม คือบุรีรัมย์ ชัยภูมิ นครราชสีมา สุรินทร์ กิจกรรมการผลิตที่ได้รับผลกระทบ คือ เกษตรและปศุสัตว์ ภาคกลาง 13 จังหวัดที่น้ำท่วม คือลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม ราชบุรี

กิจกรรมการผลิตที่ได้รับผลกระทบ คือข้าว ปศุสัตว์ และรถยนต์ (สมุทรปราการ) กรุงเทพมหานคร กิจกรรมการผลิตที่ได้รับผลกระทบ คือการค้าส่ง-ค้าปลีก ร้านอาหาร และการขนส่ง จากการเดินทางและจัดส่งสินค้าติดขัด และภาคตะวันออก 8 จังหวัดที่น้ำท่วม คือนครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด กิจกรรมการผลิตที่ได้รับผลกระทบ คือเกษตร ปศุสัตว์และรถยนต์ (ฉะเชิงเทรา)

เมื่อประเมินมูลค่าความเสียหายของห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตรทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้แปรรูป ค้าส่ง-ค้าปลี ร้านอาหาร ขนส่ง ผู้บริโภค และผู้ส่งออก จากน้ำท่วมปี 2569 พบว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจรวมเสียหาย 6.9 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.36% ของจีดีพีไทย โดยเกษตรกรเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากสุดที่มูลค่าความเสียหาย 2.5 หมื่นล้านบาท ตามด้วยผู้แปรรูปสินค้าเกษตร มูลค่า 1.8 หมื่นล้านบาท และผู้ส่งออก 5.4 พันล้านบาท ตามลำดับ ส่วนผู้บริโภคมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่ม 1.3 หมื่นล้านบาท จากสินค้าที่ขาดแคลนและมีราคาที่สูงขึ้น

Advertisement

โดยแยกเป็น มูลค่าความเสียหายต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตรทั้งระบบ พบว่า ภาคเหนือ 11,795.69 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5,861.61 ล้านบาท ภาคกลาง 31,521.58 ล้านบาท ตะวันออก 19,923.97 ล้านบาท

เมื่อพิจารณามูลค่าความเสียหายรายสินค้าเกษตร พบว่า ข้าวมีมูลค่าความเสียหายมากสุดที่ 1.1 หมื่นล้านบาท ตามด้วยมันสำปะหลัง 2.7 พันล้านบาท ส่วนปศุสัตว์ ธุรกิจการเลี้ยงโคและกระบือได้รับผลกระทบมากสุด 3.5 พันล้านบาท ส่วนผู้บริโภคมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จากสินค้าขาดแคลน และราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยผู้บริโภคต้องจ่ายเพื่อซื้ออาหารประเภทข้าวมากสุด 6.5 พันล้านบาท ตามด้วยค่าใช้จ่ายเนื้อสัตว์ 2 พันล้านบาท และเนื้อไก่ 1.7 พันล้านบาท รวมภาระค่าใช้จ่ายที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเพิ่ม 1.3 หมื่นล้านบาท

กลุ่มธุรกิจร้านอาหารมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น 3.4 พ้นล้านบาท จากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น และค่าขนส่งที่สูงขึ้น น้ำท่วมทำให้มูลค่าการส่งออกลดลง โดยมูลค่าการส่งออกข้าวและมันสำปะหลังจะมีมูลค่าส่งออกลดลง 2.3 พันล้านบาท และ 2.1 พันล้านบาท ตามลำดับ ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก มีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น รวม 2.2 พันล้านบาท จากการขนส่งที่ยากลำบากในการส่งสินค้า ทำให้ต้องปรับราคาขนส่งเพิ่มขึ้น

รศ.ดร.อัทธ์กล่าวว่า ข้อเสนอแนะในการฟื้นฟูห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตรจากน้ำท่วม ได้แก่ 1. เร่งฟื้นฟูพื้นที่เกษตรและช่วยเกษตรกรกลับมาผลิต ระบายน้ำออกจากแปลง สำรวจความเสียหายรายพื้นที่ และสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ การปรับปรุงดิน และเงินทุนให้ทันรอบเพาะปลูกถัดไป สำหรับปศุสัตว์ต้องจัดหาอาหารสัตว์ ตรวจโรค และซ่อมโรงเรือนก่อนกลับมาเลี้ยง เพื่อป้องกันความเสียหายต่อเนื่องหลังน้ำลด 2.ช่วยเหลือทางการเงินตามความเสียหายจริง โดยเร่งจ่ายเงินเยียวยา พร้อมพิจารณาพักชำระหนี้และสินเชื่อฟื้นฟูสำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ โดยให้ความช่วยเหลือครอบคลุมทั้งการซ่อมทรัพย์สินและเงินทุนหมุนเวียน เพื่อให้กลับมาประกอบอาชีพได้

รศ.ดร.อัทธ์กล่าวต่อว่า 3.เชื่อมวัตถุดิบจากพื้นที่ที่ไม่ถูกน้ำท่วมเข้าสู่โรงงาน โดยประสานแหล่งผลิตทดแทนให้โรงสี โรงงานอาหารสัตว์ โรงงานแป้งมันสำปะหลัง และโรงฆ่าสัตว์ ลดการหยุดผลิตระหว่างรอผลผลิตในพื้นที่ฟื้นตัว พร้อมวางแผนกลับมารับซื้อจากเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบเมื่อพร้อมจำหน่าย 4.ลดการขาดแคลนอาหารและภาระผู้บริโภค โดย ติดตามปริมาณและราคาข้าว เนื้อสัตว์ และไข่ กระจายสินค้าจากพื้นที่อื่นเข้าสู่พื้นที่ขาดแคลน พร้อมช่วยค่าอาหารแก่ครัวเรือนที่สูญเสียรายได้ เพื่อลดผลกระทบค่าครองชีพช่วงฟื้นตัว และ 5.รักษาคำสั่งซื้อและความต่อเนื่องของการส่งออก โดยประเมินสินค้าที่ส่งมอบล่าช้า ประสานผู้ซื้อปรับกำหนดส่ง และจัดหาแหล่งผลิตทดแทน โดยตรวจคุณภาพสินค้าที่ผ่านพื้นที่น้ำท่วม เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและลดความเสี่ยงสูญเสียตลาด