หน้าแรก เศรษฐกิจ ศุภจี ตอบกระท...

ศุภจี ตอบกระทู้ สว. ปรับมหานครผลไม้จันทบุรี หลังติดข้อจำกัด

1.10.26 | 17:22 น.

ศุภจี ตอบกระทู้ สว. ปรับมหานครผลไม้จันทบุรี หลังติดข้อจำกัด

วันที่ 1 ตุลาคม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกระทู้ถามของนายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกวุฒิสภา เรื่องความคืบหน้าการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้ครบวงจร จังหวัดจันทบุรี โดยกระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าผลักดันการยกระดับการบริหารจัดการผลไม้ แต่ปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและข้อจำกัดทางกฎหมาย มุ่งใช้ “ตลาดนำผลิต” เพิ่มการแปรรูป และสร้างตลาดล่วงหน้า เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร


นางศุภจี กล่าวว่า โครงการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้ครบวงจร จังหวัดจันทบุรี มีการผลักดันมาตั้งแต่ปี 2548 โดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้จังหวัดจันทบุรีเป็นที่ตั้งตลาดกลางภาคตะวันออก และมีการสำรวจพื้นที่และออกแบบโครงการ แต่ต่อมาพบข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณ ทำเลที่ตั้ง และข้อสังเกตของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่เห็นว่าภาครัฐควรเน้นบทบาทสนับสนุนและอำนวยความสะดวก ขณะที่ภาคเอกชนควรเข้ามามีบทบาทในการลงทุนและบริหารจัดการ จึงมีการชะลอโครงการในเวลาต่อมา
ต่อมาในปี 2561 มีการรื้อฟื้นโครงการอีกครั้ง และเสนอของบประมาณประมาณ 940 ล้านบาท แต่พบข้อจำกัดด้านกฎหมายเกี่ยวกับการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เห็นว่าโครงการไม่เข้าข่ายโครงสร้างพื้นฐานหรือบริการสาธารณะตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 จึงไม่สามารถดำเนินการในรูปแบบดังกล่าวได้
“สถานการณ์ผลไม้ไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งปริมาณผลผลิต ผู้ประกอบการ และตลาด หากนำโครงการรูปแบบเดิมกลับมาเสนอ ก็อาจติดข้อจำกัดเดิม เราจึงต้องปรับวิธีการให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน” นางศุภจี กล่าว

นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันการส่งออกผลไม้ไทยขยายตัวอย่างมาก จากประมาณ 150,000 ตันในปี 2548 เป็นกว่า 1 ล้านตันในปี 2568 ขณะที่มูลค่าการส่งออกผลไม้เพิ่มจากประมาณ 2,700 ล้านบาท เป็น 143,000 ล้านบาท และในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่าประมาณ 145,892 ล้านบาท สูงกว่ามูลค่าทั้งปี 2568 แล้ว สะท้อนถึงศักยภาพของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น สำหรับ ในปี 2569 กระทรวงพาณิชย์ได้ทำงานเชิงรุกตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ทั้งการดูแลคุณภาพและมาตรฐาน การทำตลาดล่วงหน้า และการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่ง โดยประสานงานเส้นทางผ่านเวียดนามไปจีน และเปิดช่องทางพิเศษเพิ่มเติม 40 ช่องทาง เพื่อให้การส่งออกผลไม้ไม่ติดขัด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การส่งออกทุเรียนยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จึงปรับแนวทางจากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดผลผลิตล้นตลาด มาเป็นการ “ตลาดนำผลิต” โดยให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและทูตพาณิชย์เร่งศึกษาความต้องการของตลาดแต่ละประเทศล่วงหน้า ทั้งสายพันธุ์ ขนาด คุณภาพ และรูปแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อวางแผนการผลิตและการตลาดสำหรับฤดูกาลถัดไป พร้อมเร่งเปิดตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป โดยนำคณะทูตจากประเทศต่าง ๆ ลงพื้นที่แหล่งผลิตทั้งจังหวัดจันทบุรีและภาคใต้ เพื่อทำความรู้จักทุเรียนไทยหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งทุเรียนพรีเมียมและทุเรียน GI โดยเน้นคุณภาพ รสชาติ และลักษณะของเนื้อทุเรียน ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะขนาดเพียงอย่างเดียว

Advertisement

พร้อมกันนี้ จะเร่งส่งเสริมการแปรรูปผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งปัจจุบันพึ่งพาการส่งออกผลสดเป็นหลัก เพื่อรองรับผลผลิตที่มีขนาดหรือคุณลักษณะไม่ตรงกับความต้องการของตลาด และช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของฤดูกาลและอุปสงค์ โดยให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) เร่งเก็บข้อมูลความต้องการของแต่ละตลาดและทำตลาดสินค้าแปรรูปควบคู่ไปด้วย เพื่อเตรียมรองรับฤดูกาลผลิตปี 2570

สำหรับจังหวัดจันทบุรี ได้หารือร่วมกับจังหวัด ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี เพื่อศึกษาแนวทางการแปรรูปให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และเพิ่มมูลค่าผลผลิต โดยให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการ ขณะที่ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและอำนวยความสะดวก

นางศุภจี ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ยังไม่ทิ้งเป้าหมายในการยกระดับการบริหารจัดการผลไม้ครบวงจร และพร้อมรับข้อเสนอของสมาชิกวุฒิสภาไปหารือกับคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง โดยจะเร่งดำเนินการในส่วนที่สามารถทำได้ทันที ทั้งการสร้างตลาดล่วงหน้า การศึกษาความต้องการของตลาด การเปิดตลาดใหม่ และการเพิ่มการแปรรูป เพื่อให้การบริหารจัดการผลไม้ของไทยมีประสิทธิภาพและสร้างประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกร

แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้เกษตรกรไทยมีตลาดรองรับผลผลิตที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการสร้างตลาดล่วงหน้าก่อนเข้าสู่ฤดูกาลผลิต ช่วยลดความเสี่ยงจากผลผลิตกระจุกตัวและความผันผวนของราคา ขณะเดียวกัน การเพิ่มช่องทางการแปรรูปจะช่วยรองรับผลไม้ที่มีขนาดหรือคุณลักษณะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดผลสด ลดการสูญเสีย และเปลี่ยนผลผลิตให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้และความมั่นคงให้แก่เกษตรกรในระยะยาว

“ถ้าสิ่งที่เคยทำติดข้อจำกัด เราต้องปรับวิธีการ ไม่ใช่ทำแบบเดิมแล้วติดปัญหาเดิม ดิฉันยืนยันว่าไม่ได้ทิ้งเรื่องนี้ และจะเดินหน้าต่อ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีกับเกษตรกร” นางศุภจี กล่าว