TDRI มอง ‘ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2’ ไม่ควรเริ่มแต่แรก ซัดแจกเงินเปรียบลูบหน้าปะจมูก แนะปรับโครงสร้าง-พัฒนาคน
นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยกับ “มติชน” ถึงกรณีรัฐบาลเดินหน้าต่ออายุโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 วงเงินสนับสนุนเงินคนละ 1,000 บาท ให้ใช้จ่ายในระยะเวลา 2 เดือน (ต.ค.- พ.ย.) โดยเงื่อนไขการใช้สิทธิใช้สูตรเดิมร่วมจ่าย คือรัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% สูงสุดไม่เกิน 200 บาท/คน/วัน ว่า ในมุมมองทางวิชาการเห็นว่าไม่มีความเหมาะสมและไม่ควรเริ่มดำเนินการตั้งแต่ต้น เนื่องจากประสิทธิผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ อีกทั้งประเทศยังมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ที่ไม่สามารถกู้เงินมาใช้ได้อย่างไม่จำกัด ซึ่งงบประมาณที่นำมาใช้ในปัจจุบันจะกลายเป็นภาระทางการคลังที่รัฐบาลในอนาคตต้องจัดหาเงินมาชดใช้
นายนณริฏ กล่าวว่า สำหรับประเด็นการประเมินเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจนั้น ในทางวิชาการมีวิธีคิดที่แตกต่างจากภาครัฐ โดยภาครัฐมักนำยอดการใช้จ่ายของประชาชนมารวมกับเงินอุดหนุนของรัฐโดยตรง แต่ในทางเศรษฐศาสตร์จำเป็นต้องพิจารณาเรื่อง “เงินใหม่” (New Money) เนื่องจากประชาชนมีการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอยู่แล้วแม้จะไม่มีโครงการ ดังนั้น เมื่อหักลบการใช้จ่ายเดิมที่ต้องเกิดขึ้นออกไป ค่าตัวคูณทางการคลัง (Multiplier Effect) ที่แท้จริงจะอยู่ที่ประมาณ 0.4 – 0.9 เท่าของงบประมาณที่รัฐจ่ายลงไปเท่านั้น เม็ดเงินที่เกิดการหมุนเวียนจริงในระบบจึงไม่ได้สูงเท่ากับตัวเลขรวมที่บันทึกไว้
“ในทางวิชาการ โครงการลักษณะไทยพลัสในสถานการณ์ปัจจุบันไม่น่าจะมีความเหมาะสม เพราะประสิทธิภาพน้อยลงเรื่อยๆ และเรามีข้อจำกัดด้านการคลัง เราไม่ได้มีความสามารถกู้เงินมาได้ตลอด พอเงินมีจำกัด โครงการที่ทำไปแล้ว รัฐบาลในอนาคตก็ต้องหาเงินมาใช้ ในทางวิชาการผมจึงมองว่าไม่ควรทำตั้งแต่ต้น ทีนี้พอทำขึ้นมาแล้ว ถามว่ากระตุ้นได้แค่ไหน ในทางวิชาการเรานับต่างจากภาครัฐ ภาครัฐจะนับเงินที่คนจ่ายบวกกับเงินอุดหนุน เช่น คนใช้ 2 หมื่นล้าน รัฐเติม 3 หมื่นล้าน ก็รวมตรงๆ เป็น 5 หมื่นล้าน แต่ในทางวิชาการคิดแบบนั้นไม่ได้ เพราะมีเงินบางส่วนที่ไม่ใช่ ‘เงินใหม่’ ซึ่งเป็นคอนเซปต์สำคัญของทางเศรษฐศาสตร์” นายนณริฏกล่าว
นายนณริฏ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่เฟส 2 ยังคงเงื่อนไขร่วมจ่ายแบบ 60:40 และให้สิทธิในกลุ่มผู้ที่เคยใช้สิทธิเดิมในช่วง(ก.ค.-ก.ย.)ประมาณ 26 ล้านคน และผู้ที่ไม่ผ่านการคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบปี 2569 นั้น มองว่า เมื่อโครงการตั้งต้นอยู่บนฐานนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น การจะปรับเปลี่ยนเงื่อนไขใดๆ ก็ไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพแตกต่างไปจากเดิมมากนัก โดยเปรียบเทียบมาตรการแจกเงินหรือเงินอุดหนุนลักษณะนี้เป็นเพียงการ “ลูบหน้าปะจมูก” หรือการเติมน้ำมันหล่อลื่นเข้าไปในเครื่องยนต์เก่าที่ใกล้หมดสภาพ ซึ่งช่วยพยุงระบบได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น และเมื่อรัฐหยุดจ่าย ประชาชนก็จะขาดรายได้เช่นเดิม
นายนณริฏ กล่าวว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว รัฐบาลจำเป็นต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง ผ่าน 2 แนวทางได้แก่ 1.การส่งเสริมการแข่งขันในภาคธุรกิจ สนับสนุนให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี ระบุให้ชัดเจนว่ามีอุตสาหกรรมใดบ้างที่ยังไร้การแข่งขัน หรือมีสภาพผูกขาดจนทำให้นักธุรกิจรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดได้ยาก เพื่อกระจายผลกำไร ลดการกระจุกตัว และเพิ่มการจ้างงาน และ 2.การยกระดับศักยภาพแรงงานและการศึกษา โดยรัฐควรนำงบประมาณไปสนับสนุนการพัฒนาทักษะใหม่ๆ ที่ตลาดแรงงานโลกต้องการ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภาษาอังกฤษ รวมถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคต อาทิ เซมิคอนดักเตอร์และแบตเตอรี่ ควบคู่ไปกับการทำระบบจับคู่งาน (Job Matching) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ที่มั่นคงติดตัวประชาชนไปตลอด
ทั้งนี้ ทิศทางนโยบายประชานิยมในอนาคต แม้กรอบวินัยการเงินการคลังในระยะ 5 ปี จะยังพอมีช่องว่างให้ดำเนินโครงการขนาดเล็กหรือขนาดกลางระดับหมื่นล้านบาทต่อไปได้ แต่โครงการขนาดใหญ่ในระดับหลายแสนล้านบาทคงทำได้ยาก อย่างไรก็ตาม ตนไม่เห็นด้วยกับการดำเนินมาตรการในลักษณะนี้ต่อไป และเห็นว่าภาครัฐควรจัดสรรทรัพยากรทางการคลังที่มีอยู่อย่างจำกัด นำไปลงทุนกับการพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์และการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อสร้างการเติบโตที่แท้จริงและยั่งยืนมากกว่า

