หน้าแรก เศรษฐกิจ วิกฤตน้ำท่วมซ...

วิกฤตน้ำท่วมซัดเงินวูบ ฉุดความเชื่อมั่นเที่ยวไทย แนะรัฐยกเครื่องระบบเตือนภัย

2.10.26 | 06:46 น.

วิกฤตน้ำท่วมซัดเงินวูบ ฉุดความเชื่อมั่นเที่ยวไทย แนะรัฐยกเครื่องระบบเตือนภัย


นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) อดีตผู้ว่าการของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยมีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในระดับสูง ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงและได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วในลำดับต้นๆ ของโลก แนวโน้มการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม มีความถี่และความรุนแรงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ยกตัวอย่างความเสียหายในช่วงก่อนหน้านี้ ได้แก่ ปี 2554 มหาอุทกภัยสร้างความเสียหายเป็นมูลค่ากว่า 1.44 ล้านล้านบาท ผลกระทบทำให้เกิดการยกเลิกเที่ยวบิน การสูญเสียรายได้ และโบราณสถานมรดกโลกเสียหายหนัก ต่อมาปี 2567 น้ำท่วมภาคเหนือ ความเสียหายมูลค่า 30,000 ล้านบาท มีผลกระทบจากโคลนถล่มทับสถานประกอบการ สูญเสียรายได้ในเชียงใหม่กว่า 2.2 พันล้านบาท แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติปิดตัวลง ก่อนปี 2568 จะเกิดน้ำท่วมใต้ ความเสียหายมูลค่า 25,000 ล้านบาท ส่งผลกระทบต่อฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) อย่างรุนแรง โลจิสติกส์การบินหยุดชะงัก ขาดแคลนสาธารณูปโภค ทั้งน้ำและไฟในโรงแรม

นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงจากอุทกภัยได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการท่องเที่ยวและทิศทางการลงทุนของต่างชาติ (FDI) พื้นที่ท่องเที่ยวหลัก อาทิ ภูเก็ต สมุย และหัวหิน มีระดับความเสี่ยงและเสน่ห์ดึงดูดที่แตกต่างกัน โดยภูเก็ตและสมุย ซึ่งเป็นเกาะที่มีการพัฒนาหนาแน่น เผชิญกับความท้าทายด้านความสามารถในการระบายน้ำ การกระจุกตัวของการลงทุนในพื้นที่ราบตํ่าหรือบริเวณที่ขวางทางน้ำธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมรอการระบายบ่อยครั้ง การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษบนเกาะเหล่านี้ ทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าและแหล่งซึมซับน้ำตามธรรมชาติ นำไปสู่คุณภาพถิ่นอาศัย ที่ลดลงถึง 5.6% ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวเพิ่มสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้อาจบั่นทอนศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวระยะยาว

Advertisement

นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ด้านผลกระทบทางสังคม จากการที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่พึ่งพากำลังคนอย่างสูง เมื่อเกิดวิกฤตน้ำท่วม ผลกระทบจึงตกหนักที่สุดกับแรงงานนอกระบบและกลุ่มเปราะบาง อาทิ มัคคุเทศก์ท้องถิ่น พนักงานขับรถตู้ พนักงานทำความสะอาด และพ่อค้าแม่ค้าในตลาดนัดกลางคืน บุคคลกลุ่มนี้ขาดกลไกคุ้มครองทางสังคมที่เพียงพอ เมื่อสถานประกอบการปิดตัวลง ก็ต้องเผชิญกับการสูญเสียรายได้แบบฉับพลัน บางรายประสบภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต เนื่องจากที่พักอาศัยของตนเองก็ถูกน้ำท่วม ทรัพย์สินและยานพาหนะเครื่องมือทำกินเสียหาย แต่ยังต้องรับภาระค่าเช่าที่พักและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

“บทเรียนจากอดีตชี้ให้เห็นว่า เราไม่อาจหลีกเลี่ยงภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ แต่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อลดความเสียหายได้ การก้าวเข้าสู่กระบวนทัศน์การท่องเที่ยวที่ยืดหยุ่น (Resilient Tourism) ต้องการการปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ทั้งในระดับนโยบายรัฐและการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน เพราะวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติไม่ได้สร้างความสูญเสียเฉพาะอาคารสถานที่ แต่ได้บ่อนทำลายสายใยของระบบเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ห่วงโซ่อุปทานอาหาร การขนส่งการบิน การลงทุนของต่างชาติ การจ้างงานของกลุ่มเปราะบางไปจนถึงคุณค่าของมรดกโลกทางวัฒนธรรม การวิเคราะห์ความเสียหายในอดีต ซึ่งนับตั้งแต่มหาอุทกภัยปี 2554 ถึงปัจจุบันได้สะท้อนว่า ความสูญเสียส่วนใหญ่มาจากการสูญเสียรายได้ เพราะนักท่องเที่ยวขาดความเชื่อมั่น และความล้มเหลวของการแจ้งเตือนภัยที่บูรณาการเชิงพื้นที่” นายยุทธศักดิ์ กล่าว

นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายระดับมหภาค ได้แก่ 1.ปฏิรูประบบเตือนภัยและการกระจายอำนาจ เพื่อสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่แม่นยำ แจ้งเตือนแบบเฉพาะเจาะจงผ่านสมาร์ทโฟน โดยต้องมีระบบการเตือนที่เข้าใจง่าย และมีการสื่อสารหลากหลายภาษาสำหรับนักท่องเที่ยว 2.บูรณาการผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว ควบคุมการใช้ที่ดินอย่างเคร่งครัด ห้ามก่อสร้างอาคารและเขตพาณิชยกรรมทับเส้นทางน้ำธรรมชาติ เพิ่มแก้มลิง 3.ยกระดับกลไกคุ้มครองทางสังคม ครอบคลุมไปถึงมัคคุเทศก์และผู้ประกอบอาชีพอิสระในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมถึงมีข้อเสนอแนวทางปฏิบัติของผู้ประกอบการ ได้แก่ 1.ประเมินความเสี่ยงและการออกแบบความต่อเนื่องทางธุรกิจ 2.ปรับตัวด้วยการก่อสร้างแบบยั่งยืน 3.การบริหารห่วงโซ่อุปทานแบบกระฉับกระเฉง และ 4.การสร้างความร่วมมือกับชุมชนอย่างยั่งยืน