ไทยจะเปลี่ยนกระแสเศรษฐกิจโลกให้เป็นโอกาสของประเทศได้อย่างไร
เมื่อสายตาจากทั่วโลกกำลังจับจ้องมายังกรุงเทพฯ จุดแข็งของไทยทั้งในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ภาคการผลิต และการเชื่อมโยงกับภูมิภาค อาจเป็นกุญแจสำคัญในการนำเทคโนโลยีและการลงทุนใหม่ๆ มาต่อยอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างมูลค่า และขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว
เมื่อรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้นำภาคธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลกเดินทางมารวมตัวกันที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อเข้าร่วมการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings) หนึ่งในประเด็นสำคัญของการหารือย่อมหนีไม่พ้นคำถามที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น แหล่งที่มาของการเติบโตในระยะต่อไป เศรษฐกิจจะเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าได้มากขึ้นอย่างไร ตลอดจนจะสร้างความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้นได้อย่างไร
สำหรับประเทศไทย ความสำคัญของการประชุมครั้งนี้ไม่ได้อยู่เพียงแค่การเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับโลก หลังจากการประชุมดังกล่าวเวียนกลับมาจัดที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2534 แต่ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังพิจารณาว่า การเติบโตในระยะต่อไปของประเทศควรมีหน้าตาอย่างไร โอกาสของไทยจึงไม่ได้มีเพียงการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการลงทุนจากทั่วโลกเข้ามาในประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเชื่อมโยงสิ่งเหล่านี้เข้ากับโจทย์และประสบการณ์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย
เมื่อโจทย์การเติบโตของภูมิภาค เปลี่ยนจากการขยายตัว สู่การเพิ่มผลิตภาพ
คำถามเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ผ่านมา ภูมิภาคนี้ได้รับประโยชน์จากความเชื่อมโยงทางการค้าที่แข็งแกร่ง การเติบโตของกำลังซื้อและตลาดผู้บริโภค รวมถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ แรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ข้อจำกัดด้านทรัพยากร และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว กำลังเปลี่ยนวิธีที่ประเทศและภาคธุรกิจใช้ในการแข่งขัน การเติบโตในอนาคตจึงไม่อาจพึ่งพาเพียงการดึงดูดการลงทุนหรือการเพิ่มกำลังการผลิต แต่จะขึ้นอยู่มากขึ้นกับ “ผลิตภาพ” หรือความสามารถของระบบเศรษฐกิจในการนำเทคโนโลยีมาใช้ พัฒนาทักษะ ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
สำหรับภาคธุรกิจที่ดำเนินงานในหลายประเทศทั่วภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้นำโซลูชันที่ได้ผลในตลาดหนึ่งไปทดลอง ต่อยอด และขยายผลในตลาดอื่น ตัวอย่างเช่น โครงการ Greenhouse Program ของเป๊ปซี่โคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งได้ริเริ่มโครงการนำร่องมากกว่า 22 โครงการร่วมกับสตาร์ทอัพกว่า 30 ราย เพื่อทดสอบเทคโนโลยีในหลากหลายด้าน ตั้งแต่โลจิสติกส์ เกษตรกรรม ไปจนถึงระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยโครงการในปี 2569 มุ่งนำโซลูชันที่ผ่านการพิสูจน์แล้วไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์และขยายผลในธุรกิจของเป๊ปซี่โค สำหรับประเทศไทย การยกระดับประสิทธิภาพถือเป็นโจทย์สำคัญต่อการเติบโตในระยะต่อไป รายงานล่าสุดของกลุ่มธนาคารโลกระบุว่า การเร่งการเติบโตของผลิตภาพเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านของไทยไปสู่เศรษฐกิจรายได้สูงที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยชี้ให้เห็นถึงบทบาทของการนำเทคโนโลยีมาใช้ นวัตกรรม การพัฒนาทักษะ และการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ขณะเดียวกันยังระบุว่าอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร รวมถึงการผลิตขั้นสูง เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูง
ในระดับภูมิภาค การลงทุนด้านการผลิตในประเทศต่างๆ ก็กำลังขยายตัวเช่นกัน เป๊ปซี่โคได้ลงทุนด้านการผลิตในอินโดนีเซียและเวียดนาม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับการผลิตและห่วงโซ่อุปทานในทั้งสองตลาด ขณะที่ในประเทศไทย เป๊ปซี่โคมีโรงงานผลิตขนมขบเคี้ยว 2 แห่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฐานการผลิตอาหารที่แข็งแกร่งของประเทศ
เมื่อประกอบกับตลาดผู้บริโภคที่มีความหลากหลายและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับตลาดทั้งในภูมิภาคและระดับโลก จุดแข็งเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากเทคโนโลยี นวัตกรรม และการลงทุนใหม่ๆ ได้มากขึ้น
อาหารและเครื่องดื่ม สะท้อนภาพโอกาสของไทยได้อย่างชัดเจน
อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเป็นตัวอย่างที่ช่วยให้มองเห็นโอกาสดังกล่าวได้อย่างชัดเจน เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงตั้งแต่วัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ไปจนถึงการผลิต บรรจุภัณฑ์ โลจิสติกส์ ค้าปลีก และผู้บริโภค อีกทั้งยังต้องพึ่งพาทรัพยากรสำคัญอย่างน้ำและพลังงาน พร้อมกับเชื่อมโยงการผลิตภายในประเทศเข้ากับตลาดระดับภูมิภาคและระดับโลก
โอกาสจึงไม่ได้อยู่ที่การ “ผลิตให้มากขึ้น” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การ “สร้างมูลค่าให้มากขึ้น” ตลอดทั้งห่วงโซ่ ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การนำเทคโนโลยีมาใช้ และความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ศักยภาพระดับโลกจะสร้างคุณค่าได้ เมื่อสามารถตอบโจทย์ในระดับท้องถิ่น
เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่ได้สร้างความสามารถในการแข่งขัน คุณค่าที่แท้จริงขึ้นอยู่กับว่าเทคโนโลยีนั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อตอบโจทย์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด
ตลอดห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เครื่องมือดิจิทัลและกระบวนการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นสามารถช่วยยกระดับการผลิต ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้บริโภคสามารถสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบรับกับรสนิยมและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะที่การบริหารจัดการข้อมูลและทรัพยากรที่ดีขึ้นสามารถเสริมความยืดหยุ่นให้กับห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำ เครือข่ายระดับโลกสามารถช่วยเร่งกระบวนการดังกล่าว ด้วยการนำงานวิจัย เทคโนโลยี และประสบการณ์จากหลายตลาดมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการในแต่ละพื้นที่
ในประเทศไทย เป๊ปซี่โคผสานศักยภาพระดับโลกในด้านการวิจัยและพัฒนา การออกแบบ และข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้บริโภค เข้ากับความเข้าใจในวัฒนธรรมและความชื่นชอบของผู้บริโภคไทย ซึ่งสะท้อนผ่านผลิตภัณฑ์ในพอร์ตโฟลิโอ ตั้งแต่รสชาติของเลย์ที่มีเอกลักษณ์แบบไทยอย่าง “เมี่ยงคำครบรส” ไปจนถึงนวัตกรรมเครื่องดื่มที่ตอบรับกับความต้องการและพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะเดียวกัน เมื่อมองย้อนขึ้นไปยังต้นน้ำ เป๊ปซี่โคทำงานร่วมกับครอบครัวเกษตรกรมากกว่า 4,830 ครอบครัวใน 9 จังหวัดทั่วประเทศไทย โดยประมาณ 70% ของมันฝรั่งที่ใช้ในการผลิตขนมขบเคี้ยวในประเทศมาจากแหล่งผลิตภายในประเทศไทย
ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร กำลังกลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขัน
ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรกำลังมีบทบาทมากขึ้นทั้งต่อความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง การเพิ่มผลิตภาพ และความสามารถในการแข่งขัน สำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม น้ำเป็นทรัพยากรสำคัญตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การเพาะปลูกวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการรักษาคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ เมื่อแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้น และข้อจำกัดด้านทรัพยากรเพิ่มสูงขึ้น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและการบริหารจัดการน้ำอย่างรับผิดชอบสามารถช่วยให้ภาคธุรกิจรับมือกับความเสี่ยงในการดำเนินงานได้ดีขึ้น พร้อมกับใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยเหตุนี้ ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรจึงไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
หลักการเดียวกันนี้ยังครอบคลุมถึงพลังงาน วัสดุ และบรรจุภัณฑ์ การผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ สามารถช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากร พร้อมกับเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่คุณค่าในภาพรวม
ตัวอย่างหนึ่งคือเทคโนโลยีที่เป๊ปซี่โคนำมาใช้ในโรงงานผลิตอาหารจังหวัดลำพูน ซึ่งสามารถดักจับไอน้ำที่เกิดขึ้นจากมันฝรั่งในระหว่างกระบวนการปรุง เพื่อนำมาผ่านกระบวนการบำบัดและนำกลับมาใช้ภายในโรงงาน
การเชื่อมองค์ความรู้ระดับโลกเข้ากับจุดแข็งของประเทศไทย
องค์ความรู้ เทคโนโลยี และการลงทุนจากทั่วโลกสามารถเป็นตัวเร่งให้เกิดนวัตกรรมและช่วยยกระดับประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศไทยเองมีทั้งห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ศักยภาพด้านการผลิต ระบบนิเวศอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่แข็งแกร่ง ตลอดจนความเข้าใจเกี่ยวกับผู้บริโภคในหนึ่งในภูมิภาคที่มีพลวัตมากที่สุดของโลก
การเชื่อมโยงจุดแข็งทั้งสองด้านเข้าด้วยกันจะช่วยให้ประเทศไทยไม่เพียงสามารถผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองตลาดโลก แต่ยังสามารถพัฒนาขีดความสามารถและโซลูชันที่สามารถนำไปต่อยอดและสร้างคุณค่าในตลาดอื่น ๆ ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อีกด้วย
การเปลี่ยนศักยภาพดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ ผู้ผลิต สถาบันวิจัย และพันธมิตรด้านการพัฒนา เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากระดับโลกเข้ากับความต้องการในประเทศ และร่วมกันสร้างขีดความสามารถที่ประเทศไทยจำเป็นต้องมีสำหรับการเติบโตในระยะยาว

