หน้าแรก เศรษฐกิจ สทนช. เผยปริม...

สทนช. เผยปริมาณน้ำเหนือลด เร่งระบายทุกสายลงอ่าวไทย เตรียมรับฝน​ 11-13​ ต.ค.​

2.10.26 | 13:17 น.

รองเลขาฯ สทนช.​ เผย​ ปริมาณน้ำเหนือลดลง พร้อมเร่งระบายทุกลุ่มน้ำ​ลงอ่าวไทย​ เตรียมรับฝน​ 11-13​ ต.ค.​นี้​ คาด​ กทม.​-นนท์​-​ปทุม-สมุทรปราการ​ มีน้ำท่วมขังบางพื้นที่

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล​ นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ​ กล่าวถึง​สถานการณ์​น้ำ​ ว่า​ การระบายน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่หลายคนกังวลถึงมวลน้ำเหนือ ขณะนี้เขื่อนหลักๆใน ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำ 70% เขื่อนสิริกิติ์​ 80 % เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 70-80% มีเพียงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เท่านั้นที่มีความจุเกินกว่า 100% แต่ยังมีช่องว่างอยู่อีก 6, 000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งไม่เหมือนสถานการณ์น้ำในปี 2554 พร้อมย้ำว่า ในส่วนของแม่น้ำปิง และลุ่มน้ำสะแกกรัง​ มีแนวโน้มลดลง 500 กว่าลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อย่างมีนัยสำคัญ​ พร้อมยืนยันว่าขณะนี้ปริมาณน้ำเหนือลดลง ทำให้น้ำที่ไหลมาเหนือเขื่อนเจ้าพระยา การระบายคงที่อยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ฉะนั้นคงการระบายแนวระดับนี้ได้ 5-6 วัน เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่จะตกใหม่ในช่วง 11 ถึง 13 ตุลาคมนี้


รองเลขาฯ สทนช.​ ยังเปิดเผยถึง กรณีที่น้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีจำนวนเกินความจุว่า ขณะนี้ได้มีการระบายอยู่ที่ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อยู่ในลำน้ำป่าสัก โดยท้ายน้ำอยู่ที่จังหวัดสระบุรี จึงยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อลำน้ำ และเมื่อมารวมกับคลองชัยนาท​ – ป่าสัก ก็จะรวมอยู่ที่ 540 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากนั้นจะไปรวมกับแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ปล่อยมาอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจากการตรวจสอบล่าสุดน้ำตรงนี้จะไหลไปรวมที่บางปะอิน​ บางไทร ก่อนจะเข้ามายังปทุมธานี​ นนทบุรี ในปริมาณ 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที​ โดยน้ำจะวิ่งไปอีกทางหนึ่งคืออำเภอผักไห่ และตำบลเจ้าเจ็ด​ อำเภอเสนา​ ก่อนจะไหลต่อไปยังจังหวัดสุพรรณบุรี

รองเลขาฯสทนช.​ ยังเปิดเผยว่าสถานการณ์น้ำตลิ่งที่จังหวัดนนทบุรี อย่างต่ำกว่าตลิ่งอยู่ที่ 1.2​ เมตร​ หรือต่ำกว่ากำแพงกั้นน้ำจังหวัดนนทบุรี และต่ำกว่าที่ปทุมธานี 0.57 เมตร และต่ำกว่าที่พื้นที่กรุงเทพมหานคร 1.2​ เมตร​ ซึ่งก็ยังสามารถระบายได้

เพราะฉะนั้น สถานการณ์น้ำเจ้าพระยาโดยเฉพาะมวลน้ำเหนือที่ทุกคนกังวล ต้องเรียนว่า ไม่น่าเป็นห่วง มีแต่แนวโน้มลดลง แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูฝนในช่วง 11-13 ตุลาคมนี้ ซึ่งหากระบายได้อย่างต่อเนื่องที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก็จะทำให้มีพื้นที่ว่างหรือเขื่อนเพียงพอ และไม่กระทบต่อกรุงเทพฯและปริมณฑล แต่ยอมรับว่าอาจจะมีพื้นที่บางพื้นที่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใน 8 อำเภอ​ เช่น​ อำเภอเสนา อำเภอผักไห่ ได้รับผลกระทบ เพราะเป็นพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้จัดกำลังทหารไปดูแลประชาชน รวมถึงอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ เพราะต้องระบายน้ำในอัตรา 2500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ใน 5-6 วัน

Advertisement

ขณะที่ลุ่มน้ำท่าจีน ยอมรับว่ามีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก ในส่วนของท้ายน้ำ ประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งขณะนี้ต้องรักษาระดับการระบายน้ำที่เข้าสู่แม่น้ำท่าจีน เพื่อไม่ให้กระทบมาก ส่วนก่อนหน้านี้ที่ฝนตกใน 5 อำเภอของจังหวัดกาญจนบุรีก็จะลงมายังแม่น้ำท่าจีนด้วย บริเวณอำเภอสองพี่น้องจังหวัดสุพรรณบุรี ฉะนั้นรอยต่อระหว่างจังหวัดสุพรรณบุรีและนครปฐม ก็ได้มีการบริหารจัดการที่ดี

รองเลขาฯสทนช.​ ย้ำว่า การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร​ ขีดความสามารถ ฝั่งเจ้าพระยายังสูบน้ำได้วันละ 70 กว่าล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 800 กว่าลูกบาศก์เมตร โดยผ่านอุโมงค์และคลองต่างๆ แต่การระบายน้ำฝั่งตะวันออก ด้านฉะเชิงเทรา และจังหวัดสมุทรปราการ ยังไปได้ไม่มาก ซึ่งขณะนี้มีคำสั่งให้กองทัพบกกระทรวงกลาโหม เพิ่มเครื่องมือในการเร่งสูบ ไปยังจุดที่สามารถระบายได้ดี

“ในส่วนของน้ำเหนือท่านคลายกังวลได้ แต่เราต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา แต่อาจจะมีสถานการณ์น้ำท่วมเหนือเขื่อนเจ้าพระยา บ้าง เช่นจังหวัดนครสวรรค์ อำเภอสว่างอารมณ์ แม่น้ำแควตากแดด จังหวัดอุทัยธานี แต่รัฐบาลก็เข้าไปช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่”

รองเลขาฯสทนช.​ กล่าวว่า ส่วนลุ่มน้ำบางปะกง เมื่อวานนี้ (1 ต.ค.) มีระดับน้ำสูงสุดเป็น New High ใหม่ สูงกว่าปี 2556 ที่ 11 เซนติเมตร​ มาที่ระดับ 4.98 เมตร ซึ่งการระบายน้ำ ของลุ่มน้ำบางปะกงจะมาจากเขื่อนขุนด่านปราการ ชล​ ซึ่งสามารถควบคุมการระบายได้ แต่ยืนยันว่ากรมชลประทานจะมีการระบายน้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาระดับน้ำให้มีช่องว่างพอ แต่วันที่ 11-13 ตุลาคมนี้จะไม่มีการระบายน้ำมาก เนื่องจากพื้นที่ท้ายน้ำจะได้รับผลกระทบ แต่จะได้รับผลกระทบใน อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา อำเภอองครักษ์ อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก อำเภอบ้านสร้างจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งบางจุดมีน้ำท่วมสูง แต่รัฐบาลโดยกองทัพเรือได้จัดเรือผลักดันน้ำ ในแม่น้ำบางปะกง​

ส่วนสถานการณ์ลุ่มน้ำย่อยๆเช่นจังหวัดระยอง มีในพื้นที่อำเภอบ้านค่าย อำเภอเมืองบางส่วน และอำเภอเมืองจันทบุรี​ จังหวัดจันทบุรี แต่จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาอาจจะมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 11 ตุลาคมในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด ซึ่งขณะนี้ในจังหวัดภาคตะวันออกมีการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์

รองเลขาฯสทนช. เปิดเผยว่า ส่วนลุ่มน้ำแม่กลอง เขื่อนวชิราลงกรณ ยังมีช่องว่างอยู่ประมาณ 120 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีอัตราการระบายอยู่ที่วันละ 40 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ประมาณ 50 วันแต่มีปริมาณน้ำเข้าประมาณ 50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีและในวันพรุ่งนี้จะเข้าอีก 40 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งอัตราการเข้าและออกปริมาณเท่ากัน แต่จะเร่งการระบายน้ำ เพื่อที่จะรอปริมาณน้ำในวันที่ 11-13 ตุลาคมนี้ ส่วนเขื่อนศรีนครินทร์ยังมีช่องว่างเหลืออยู่ที่ 700 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนในวันที่ 6 ตุลาคม และ 11-13 ตุลาคมนี้ได้ ส่วนเขื่อนแม่กลอง ซึ่งอยู่ด้านท้ายของเขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์นั้น ระบายอยู่ที่ 1,800 กว่าลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคาดว่าใน 1 สัปดาห์จะมีการระบายต่ำกว่าอัตรา 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที บริเวณอำเภอบ้านโป่ง​ อำเภอโพธาราม อำเภอเมืองจังหวัดราชบุรี และอำเภออัมพวา อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ที่จะมีปริมาณน้ำลดลง​

ขณะที่เขื่อนแก่งกระจาน​ ลุ่มน้ำเพชรบุรี มีตัวเลขนำเข้าปริมาณ 11-13 ล้านลูกบาศก์เมตร​ และระบายน้ำ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร​ ซึ่งยังถือว่าบริหารจัดการได้ และจังหวัดเพชรบุรีก็ยังคงปลอดภัยจากอุทกภัยที่จะเกิดขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ต้องเตรียมพร้อมในช่วงวันที่ 6 ตุลาคมและ 11-13 ตุลาคม เพราะฉะนั้นจะต้องเร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

รองเลขาฯ​สทนช.​ ย้ำว่า ในส่วนของมวลน้ำเหนือยังอยู่ในสถานการณ์ที่มีแนวโน้มลดลง และปลอดภัย ทั่วจังหวัดปทุมธานี​ นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ซึ่งอาจจะมีน้ำท่วมขังในบางพื้นที่