หน้าแรก เศรษฐกิจ TAIA ชูค่ายรถ...

TAIA ชูค่ายรถลดค่าอะไหล่-ค่าซ่อมรถน้ำท่วม 30% เตือนรถดับห้ามสตาร์ตซ้ำ จับตาน้ำเหนือ-ทะเลหนุน

2.10.26 | 16:48 น.

TAIA ชูค่ายรถลดค่าอะไหล่-ค่าซ่อมรถน้ำท่วม 30% เตือนรถดับห้ามสตาร์ตซ้ำ จับตาน้ำเหนือ-ทะเลหนุน

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ หรือ TAIA สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมต่อเศรษฐกิจ ว่า หากสถานการณ์น้ำท่วมไม่ยืดเยื้อและระดับน้ำทยอยลดลง ผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจจะยังอยู่ในวงจำกัด โดยความเสียหายเบื้องต้นที่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์อุทกภัยอยู่ที่ประมาณ 12,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เงินที่ภาครัฐ ประชาชนและภาคธุรกิจต้องนำไปใช้ซ่อมแซมบ้านเรือน ซื้อเครื่องใช้จำเป็น รวมถึงฟื้นฟูทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย จะทำให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะร้านค้าและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมและฟื้นฟู


“ถ้าน้ำไม่มาเพิ่ม และสถานการณ์คลี่คลาย ประชาชนก็จะกลับมาใช้ชีวิตและมีรายได้ตามปกติ ขณะที่รัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการช่วยเหลือ จึงต้องติดตามว่ารัฐบาลจะออกมาตรการเพิ่มเติมได้มากน้อยแค่ไหน” นายสุรพงษ์กล่าว

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ประสานข้อมูลจากสมาชิกเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยค่ายรถยนต์หลายแห่งออกมาตรการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ที่ประสบภัยน้ำท่วม พร้อมส่วนลดค่าอะไหล่และค่าซ่อม โดยส่วนใหญ่ลดประมาณ 30% ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัท อาทิ Geely ลดค่าอะไหล่ 30% และค่าแรง 10%, GWM ลดค่าแรงและค่าอะไหล่สูงสุด 30%, Mazda ลดค่าอะไหล่และค่าแรงอย่างน้อย 30%, Mercedes-Benz ลดค่าอะไหล่อย่างน้อย 30%, Isuzu ลดค่าแรงและค่าอะไหล่ 30% พร้อมตรวจเช็กสภาพรถฟรี, Ford ลดค่าอะไหล่และน้ำมันหล่อลื่น 40% พร้อมตรวจเช็กสภาพรถฟรี 30 รายการ, Nissan ลดค่าอะไหล่ เคมีภัณฑ์ น้ำมันหล่อลื่น และอุปกรณ์ตกแต่ง 30%, Suzuki ลดค่าอะไหล่แท้และค่าเคมีภัณฑ์ 30% โดยมีข้อยกเว้นบางรายการ และ Mitsubishi Motors ลดค่าแรง ค่าอะไหล่ และค่าเคมีภัณฑ์ 30% พร้อมตรวจเช็กสภาพรถฟรีที่ศูนย์บริการทั่วประเทศ

ทั้งนี้ รายละเอียดส่วนลด ระยะเวลา และรายการที่เข้าร่วมโครงการแตกต่างกันตามแต่ละบริษัท ลูกค้าควรตรวจสอบกับศูนย์บริการของแบรนด์โดยตรงก่อนนำรถเข้าซ่อม

Advertisement

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ผู้ใช้รถที่ประสบปัญหาน้ำท่วมหากรถต้องขับลุยน้ำจนเครื่องยนต์ดับหรือไม่สามารถสตาร์ตได้ ไม่ควรพยายามสตาร์ตรถซ้ำ แต่ควรเรียกรถลากหรือรถยกไปยังศูนย์บริการ เพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญของรถ นอกจากนี้ ควรตรวจสอบสิทธิการคุ้มครองจากบริษัทประกันภัยว่าความเสียหายจากน้ำท่วมได้รับความคุ้มครองในระดับใด ก่อนตัดสินใจซ่อมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วน

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ส่วนกระแสข่าวที่ว่าน้ำเหนืออาจไหลลงพื้นที่กรุงเทพฯ ในช่วง 2–3 วันข้างหน้า ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะนอกจากน้ำเหนือแล้ว ยังต้องดูเรื่องน้ำทะเลหนุนด้วย เนื่องจากเป็นเส้นทางที่น้ำจากภาคเหนือจะไหลลงทะเล หากมีน้ำทะเลหนุนเข้ามา ก็อาจทำให้การระบายน้ำทำได้ยากขึ้น โดยช่วงวันที่ 29 กันยายน-4 ตุลาคม เป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพราะมีทั้งมวลน้ำจากพื้นที่ตอนบนไหลลงมาสมทบและภาวะน้ำทะเลหนุน ซึ่งอาจทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำ

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ในอดีตกรุงเทพฯ เคยมีประสบการณ์จากเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 และมีแผนป้องกันอยู่แล้ว แต่ต้องติดตามว่าจะสามารถนำแผนและบทเรียนจากครั้งนั้นกลับมาปรับใช้ได้มากน้อยเพียงใด เพราะสถานการณ์ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของกรุงเทพมหานครและความพร้อมของทีมงาน หากมีน้ำเหนือไหลลงมาเพิ่มเติมและเกิดน้ำท่วมเป็นเวลานาน ย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเดินทาง การทำงาน และการจับจ่ายซื้อสินค้า ดังนั้น ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมความพร้อมรับมือไว้ล่วงหน้า

“เรามีประสบการณ์แล้ว เพียงแต่ว่าเราเตรียมตัวแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของกรุงเทพมหานครและความพร้อมของทีมงาน” นายสุรพงษ์กล่าว