พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ OTT (Over The Top) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน กสทช. ได้ประชุมชี้แจงระเบียบขั้นตอนการให้บริการ OTT แก่เอเจนซี่โฆษณาและมีเดียเอเจนซี่ เกี่ยวกับประเด็นข้อกฏหมายที่เกี่ยวข้องต่างๆ โดยสถานการณ์ปัจจุบันพบว่า ยังมีผู้ประกอบการอีก 2 รายที่ยังไม่ติดต่อมายัง กสทช. เพื่อขอลงชื่อเป็นผู้ให้บริการ OTT ภายใต้กฎหมายไทย คือ เฟซบุ๊ก และยูทูป ซึ่ง กสทช. เชื่อว่าทั้ง 2 บริษัทดังกล่าว เป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาล มีการประกอบกิจการที่มีมาตรฐานสากล ดังนั้นจึงควรดำเนินการให้ถูกต้องตามกฏหมาย โดยหากผู้ประกอบกิจการไม่มาแจ้งในเวลาที่กำหนด กสทช. จะแจ้งกับตัวผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม สถานฑูต มีเดียเอเจนซี่ สมาคมโฆษณา รวมถึงตลาดหลักทรัพย์ว่าไม่ควรสนับสนุนคนที่ปฏิบัติไม่ชอบตามกฏหมายไม่มีธรรมาภิบาล
“ถ้าครบกำหนดแจ้งการประกอบกิจการ 30 วัน ในวันที่ 22 กรกฎาคม บริษัทมีเดียเอเจนซี่และบริษัทโฆษณาของไทยซึ่งเป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาล ก็ไม่ควรให้การสนับสนุนบริษัทที่ไม่มีธรรมาภิบาลคือไม่ควรไปสนับสนุนผู้ประกอบการ OTT เถื่อน” พ.อ.นที กล่าว
พ.อ.นที กล่าวว่า กสทช.จะใช้กระบวนการทางกฏหมายเป็นวิธีสุดท้าย ทั้งนี้ขอให้เข้าใจว่าสิ่งที่กสทช. ทำเพื่อสร้างกระบวนการกำกับดูแลที่เหมาะสมในอนาคต ซึ่งในการชี้แจง ตัวแทนสมาคมโฆษณาและมีเดียเอเจนซี่ ต่างยินดีที่จะปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล และพร้อมสนับสนุนให้สอดคล้องกับแนวทางของกสทช. เป็นอย่างดี
ผู้สี่อข่าวรายงาน ในการชี้แจง กสทช. ได้แจ้งกับมีเดียเอเจนซี่ผ่านทางเอกสารถึงข้อกฎหมายโดยระบุเนื้อหาใน พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 (พ.ร.บ. กสทช.) ว่าจะมีการนำมาปรับใช้กับการกำกับดูแล OTT โดยอาศัยมาตรา 27 วรรคหนึ่ง (6) กำหนดว่า การอนุญาตและกำกับดูแลการประกอบกิจการ เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับบริการที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ รวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นธรรม กสทช. และมาตรา 66 ระบุว่า ผู้ใดประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยจะปรับวันละไม่เกินห้าหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืน มาตรา 83 กรณีความผิดที่เกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคล นอกจากนี้กสทช.ได้นำรูปแบบการกำกับดูแลโดยอ้างอิงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่เชื่อมโยงฐานการกระทำความผิดระหว่าง ตัวการ ผู้ใช้ และผู้สนับสนุน ฉะนั้นการลงโฆษณาแก่ผู้ไม่ลงทะเบียนเป็น OTTภายใต้กฎหมายไทย จึงถึงเป็นการสนับสนุนผู้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือกระทำความผิดตามกฎหมาย จะมีโทษ 2 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา
นายไตรลุจน์ นวะมะรัตน นายกสมาคมมีเดียเอเจนซี่ กล่าวว่า แนวทางที่ กสทช.ได้ชี้แจงถือเป็นสิ่งที่มีเดียเอเจนซี่จะปฎิบัติตามโดยหลังจากนี้จะแจ้งกับลูกค้าถึงกรอบแนวทางของ กสทช. ซึ่งหากผู้ให้บริการทั้ง 2 ราย ที่ไม่มาแจ้งเป็นผู้ให้บริการ OTT แก่ กสทช. ย่อมหมายความว่าเอเจนซี่ไม่สามารถลงโฆษณาในแพลตฟอร์มทั้งสองได้ ซึ่งเบื้องต้นสมาคมฯยังเชื่อว่าผู้ให้บริการทั้งสองรายจะมาแจ้งเป็นผู้ให้บริการ OTT กับกสทช. ตามกำหนดเวลา ทั้งนี้มูลค่าส่วนแบ่งการตลาดโฆษณาบนสื่อออนไลน์ของยูทูปในประเทศไทยอยู่ที่ 18% และเฟซบุ๊กในประเทศไทยอยู่ที่ 27% ทั้งนี้ในปี 2559 มูลค่าการลงโฆษณาบนสื่อออนไลน์อยู่ที่ 9,700 ล้านบาท โดยสมาคมฯคาดว่าปีนี้มูลค่าโฆษณาจะอยู่ที่ 22,000 ล้านบาท

