‘ตรีรัตน์’ ชี้โซลาร์บนดิน-น้ำ ต้นทุนสูงกว่าหลังคา 50% คืนทุน 10 ปี แนะเปลี่ยนหลังคาคุ้มกว่า-สินเชื่อ 2.5% กู้ง่าย-อนุมัติเร็ว
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด (NEPS) และที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิประจำกรรมาธิการพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีที่กระทรวงมหาดไทยปรับเกณฑ์โครงการโซลาร์ครัวเรือน ขยายรูปแบบการติดตั้งจากบนหลังคาเป็นทั้งบนหลังคา บนพื้นดิน และบนผิวน้ำ ว่า การเพิ่มรูปแบบการติดตั้งไม่ได้ทำให้เกิดแรงจูงใจในการลงทุนมากขึ้น เพราะต้นทุนการติดตั้งบนพื้นดินและผิวน้ำสูงกว่าบนหลังคา ขณะที่รัฐกำหนดรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ ทำให้การติดตั้งในรูปแบบบนดินและผิวน้ำไม่คุ้มกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ การติดตั้งบนพื้นดินมีต้นทุนเพิ่มจากโครงสร้างสำหรับยึดแผง การปรับพื้นที่ และการเดินสายไฟจากพื้นที่ติดตั้งเข้าสู่บ้าน ส่วนการติดตั้งบนผิวน้ำต้องมีทุ่นและอุปกรณ์ยึดเหนี่ยวเพิ่มเติม ทำให้หากเทียบระบบขนาด 5 กิโลวัตต์เท่ากัน ต้นทุนจะสูงกว่าการติดตั้งบนหลังคาอย่างน้อย 50% จากเดิมที่ระบบบนหลังคามีระยะคืนทุนประมาณ 6-7 ปี การติดตั้งบนพื้นดินอาจทำให้ระยะคืนทุนยืดออกไปถึงประมาณ 10 ปี โดยเฉพาะกรณีที่ต้องลงทุนปรับพื้นที่และระบบไฟฟ้าเพิ่มเติม
นายตรีรัตน์กล่าวว่า ไม่ใช่ว่านโยบายนี้ไม่ดี การเปิดให้มีทั้งโซลาร์บนพื้นดินและโซลาร์ลอยน้ำทำให้มีทางเลือกเพิ่มขึ้น แต่หากรัฐต้องการให้ประชาชนติดตั้งแล้วความคุ้มค่ามากขึ้น รัฐควรพิจารณาทั้งขนาดและปริมาณการรับซื้อไฟ เนื่องจากการจำกัดไว้ที่ 5 กิโลวัตต์ไม่จูงใจให้เกิดการลงทุนในระบบขนาดใหญ่ โดยหากจะให้การลงทุนในโซลาร์ฟาร์มหรือโซลาร์ลอยน้ำมีความคุ้มค่า ควรเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ขึ้นถึงระดับประมาณ 1 เมกะวัตต์ ขณะที่ราคารับซื้อไฟก็ควรสูงกว่า 2.20 บาทต่อหน่วย และควรเพิ่มปริมาณไฟที่รับซื้อ เนื่องจากต้นทุนโครงสร้างของระบบบนดินและระบบลอยน้ำสูงกว่าระบบบนหลังคา
นายตรีรัตน์ กล่าวว่า สำหรับครัวเรือนที่มีปัญหาหลังคาหรือหลังคาไม่สามารถรองรับแผงโซลาร์ได้ การนำเงินไปปรับปรุงหรือเปลี่ยนหลังคาอาจมีความคุ้มค่ากว่าการนำพื้นที่ดินมาทำระบบโซลาร์ เนื่องจากระบบขนาด 5 กิโลวัตต์ใช้แผงประมาณ 8 แผง พื้นที่ประมาณ 22 ตารางเมตร ขณะที่การติดตั้งบนพื้นดินต้องมีทั้งโครงสร้างยึด ระบบระบายน้ำ และการเดินสายไฟเพิ่มเติม ส่วนระบบลอยน้ำมีต้นทุนทุ่นและอุปกรณ์ยึดเหนี่ยวเพิ่มขึ้นอีก
“โซลาร์ 5 กิโลวัตต์ใช้พื้นที่แค่ประมาณ 22 ตารางเมตร ถ้าหลังคามีปัญหา เอาเงินไปเปลี่ยนหลังคายังถูกกว่าเอาที่ดินมาทำโซลาร์บนพื้นดิน เพราะการทำบนพื้นดินมีทั้งต้นทุนโครงสร้าง การปรับพื้นที่ และการเดินสายไฟที่เพิ่มขึ้น”นายตรีรัตน์กล่าว
นายตรีรัตน์ กล่าวว่า ส่วนมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านธนาคารรัฐ 3 แห่ง อัตราดอกเบี้ย 2.5% ต่อปี ผ่อนประมาณ 7 ปี เป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากต้นทุนติดตั้งโซลาร์เป็นข้อจำกัดสำคัญของประชาชนที่ต้องการติดตั้ง เพราะส่วนใหญ่ไม่มีเงินก้อน ทำให้ที่ผ่านมาเป็นกลุ่มผู้มีกำลังซื้อเป็นหลัก การมีสินเชื่อจึงช่วยให้ประชาชนที่ขาดเงินลงทุนสามารถเข้าถึงระบบได้มากขึ้น แต่เงื่อนไขต้องไม่ซับซ้อน ต้องกู้ง่าย อนุมัติเร็ว หากขั้นตอนการกู้ยุ่งยาก ประชาชนก็อาจไม่เข้าสู่โครงการ แม้จะกำหนดดอกเบี้ยไว้ต่ำก็ตาม
นายตรีรัตน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ในส่วนความพร้อมของไทยที่คาดว่าจะเปิดลงทะเบียนวันที่ 1 พฤศจิกายน ยังมีข้อจำกัดทั้งด้านการไฟฟ้าและจำนวนผู้ติดตั้ง ซึ่งคาดว่าการไฟฟ้าสามารถดำเนินการตรวจสอบได้ประมาณ 1,000 หลังต่อวัน หรือราว 365,000 หลังต่อปี ขณะที่ผู้ติดตั้งที่มีอยู่ประมาณ 1,150 ราย หากคำนวณจากศักยภาพการติดตั้งเต็มที่ จะรองรับได้ประมาณ 120,000-125,000 หลังต่อปี จึงมองว่าเป้าหมาย 1.5 ล้านครัวเรือน ยังมีข้อจำกัดด้านกำลังติดตั้งในตลาด โดยหากจำนวนผู้ติดตั้งและการไฟฟ้าไม่สามารถรองรับได้ตามเป้าหมาย อาจทำให้การใช้งบประมาณไม่เป็นไปตามกรอบที่กำหนด

