หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกนิติ ชูยุท...

เอกนิติ ชูยุทธศาสตร์สติ ‘STI’ วาดอนาคตไทย ฝ่าคลื่นโลกไร้กติกา ดันไทยสู่เซฟโซนลงทุนโลก

6.10.26 | 06:00 น.

เอกนิติ ชูยุทธศาสตร์สติ ‘STI’ วาดอนาคตไทย ฝ่าคลื่นโลกไร้กติกา ดันไทยสู่เซฟโซนลงทุนโลก

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ณ สยาม อีเวนท์ เฮ้าส์ ซอย ประชาชื่น 46 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ “ลงสนามจริง ไม่พึ่งโชค: ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย ในวันที่โลกไร้กติกาเดิม” ภายในงานเสวนา 30 ปี ไทยโพสต์ : เหลียวหลัง แลหน้า วาดอนาคต ประเทศไทย ว่า ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการ “เหลียวหลัง” เพื่อทบทวนบทเรียนของประเทศไทยในอดีต “แลหน้า” เพื่อประเมินความท้าทาย และ “วาดอนาคต” เพื่อกำหนดทิศทางประเทศในยุคที่ระเบียบโลกเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง โดยหากย้อนดูประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยนับแต่ปี 2523 โลกเคยถูกขับเคลื่อนด้วย 3 ขั้วหลักอย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนเศรษฐกิจรวมกันกว่า 50-60% ของจีดีพีโลก จนเกิดข้อตกลงพลาซา (Plaza Accord) ที่บีบให้เงินเยนแข็งค่าอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องกระจายฐานการผลิตออกนอกประเทศ ซึ่งในเวลานั้นไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานจากการริเริ่มโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) ท่าเรือแหลมฉบัง นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และเส้นทางคมนาคม ทำให้สามารถเปลี่ยนผ่านจากประเทศเกษตรกรรมสู่ประเทศอุตสาหกรรม สร้างรายได้และการจ้างงานให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด


นายเอกนิติ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อ “แลหน้า” สู่ปัจจุบัน บริบทโลกมีความซับซ้อนกว่าในอดีตอย่างมาก โลกไม่ได้มีเพียง 3 ขั้วอำนาจเดิม แต่กลายเป็นโลกแตกขั้วทางเศรษฐกิจ สัดส่วนเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น เหลือรวมกันเพียงประมาณ 25% ของจีดีพีโลก นอกจากนี้ มาตรการกีดกันทางการค้าในปัจจุบันไม่ได้ใช้เพียงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน แต่เปลี่ยนมาใช้การขึ้นกำแพงภาษี (Tariff) อีกทั้งกระแสการย้ายฐานทุนของนักลงทุนต่างชาติไม่ได้มองหาเพียงประเทศที่มีต้นทุนต่ำที่สุดอีกต่อไป แต่มองหาพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุด และมีความเป็นกลาง ค้าขายได้กับทุกฝ่าย ซึ่งประเทศไทยมีจุดเด่นดังกล่าวอย่างชัดเจน ส่งผลให้ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบอร์ดบีโอไอ (BOI) ในปีที่ผ่าน 2568 พุ่งสูงถึง 1.47 ล้านล้านบาท เติบโตเกือบ 40% โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI), ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เช่น แผงวงจรพิมพ์ (PCB) และอุปกรณ์รับส่งข้อมูลด้วยแสงความเร็วสูง (Optical Transceiver) ซึ่งไทยกลายเป็นฐานผลิตอันดับ 1–2 ของโลก ควบคู่ไปกับกระแสยานยนต์แห่งอนาคต (Future Mobility / EV) ที่กำลังเข้ามาทดแทนยานยนต์สันดาปเดิม

นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อวาดอนาคต ประเทศไทยต้องขับเคลื่อนด้วย “ยุทธศาสตร์สติ (STI)” ที่มีความชัดเจนและมีสติเพื่อรับมือกับความผันผวน ประกอบด้วย

1.S – Stabilize Today (สร้างเสถียรภาพตั้งแต่วันนี้) เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำ หนี้ครัวเรือน และการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี พร้อมทั้งรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นด่านหลังสำคัญที่ทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกปรับมุมมองของไทยให้อยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ

Advertisement

2. T – Transition Now (เร่งเปลี่ยนผ่านทันที) ปรับโครงสร้างพลังงานเพื่อลดการพึ่งพิงการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างหนักในช่วงที่เกิดความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยเร่งสนับสนุนพลังงานสะอาด (Clean Energy) เช่น โซลาร์เซลล์ ควบคู่กับการปรับปรุงระบบสายส่งโครงข่ายไฟฟ้า (Modernize Grid) ให้รองรับการซื้อขายไฟฟ้าระดับประชาชน เพื่อช่วยลดรายจ่ายและสร้างรายได้

3. I – Invest for Tomorrow (ลงทุนเพื่อวันพรุ่งนี้) ลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านการ Upskill และ Reskill ให้สอดรับกับสังคมสูงวัย อาทิ การสนับสนุนให้พ่อค้าแม่ค้าใช้ AI นกกระซิบ ภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งนอกจากจะช่วยบริหารต้นทุนในการขาย เพิ่มทักษะการใช้เอไอแล้ว ข้อมูลการขายยังสามารถใช้เป็นหลักฐานในการขอสินเชื่อธนาคารได้อีกด้วย หรือ โดยดำเนินการผ่านโครงการ “Skill Bridge” ที่จับมือกับมหาวิทยาลัยไทย เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการผลิตและพัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมชิปและ Optical Transceiver ที่มีการจ้างงานแรงงานไทยแล้วกว่า 20,000 ถึง 30,000 ตำแหน่ง

นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับการขับเคลื่อนให้เกิดผลจริง ได้นำรูปแบบการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนมาประยุกต์ใช้ โดยวางภาคเอกชนเป็น “กองหน้า” นำร่องยกระดับ 7 สาขาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรแม่นยำและการแปรรูปอาหาร (Smart Agriculture & Food Processing), อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, ยานยนต์สมัยใหม่, สุขภาพและการแพทย์ (Wellness & Medical), ท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ, โลจิสติกส์และการค้าปลีก, และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ขณะที่ภาครัฐจะทำหน้าที่เป็น “กองกลาง” คอยสนับสนุนด้านการลงทุน กฎระเบียบ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค โดยมีวินัยและเสถียรภาพทางการเงินการคลังเป็น “กองหลัง” ปกป้องเศรษฐกิจ เพื่อให้การย้ายฐานการลงทุนของโลกในระลอกใหม่นี้ ก่อให้เกิดผลประโยชน์ตกแก่คนไทยและภาคธุรกิจไทยอย่างแท้จริงและยั่งยืน