IMF เตือนแรงกดดันทางการคลังโลกเพิ่มขึ้น ขณะที่ไทยยังไม่มีมาตรการด้านการคลังที่เป็นรูปธรรม
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ เผยแพร่รายงานประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ภายใต้ชื่อ Navigating a Precarious World โดยจัดให้แรงกดดันทางการคลังเป็นหนึ่งในบทวิเคราะห์หลัก ระบุว่าหนี้สาธารณะโลกกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังลดลงเพียงช่วงสั้นๆ จากระดับสูงสุดในยุคโควิด-19 และอยู่บนเส้นทางที่จะแตะระดับเทียบเท่าช่วงสงครามโลกครั้งที่สองภายในปี 2571 ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นมาก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลางแล้ว
รายงานดังกล่าวระบุว่า ความขัดแย้งดัในตะวันออกกลางเพิ่มแรงกดดันทางการคลังผ่านราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น ภาวะการเงินที่ตึงตัว และการเติบโตทางเศรษฐกิจจที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้าพลังงานเป็นกลุ่มที่เผชิญแรงกดดันมากที่สุด ในด้านต้นทุนทางการเงิน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวปรับสูงขึ้นและผันผวนมากขึ้น โดยในช่วงเพียงสามปี ภาระดอกเบี้ยของภาครัฐทั่วโลกเพิ่มขึ้นเกือบครึ่งหนึ่ง จากราวร้อยละ 2 เป็นเกือบร้อยละ 3 ของ GDP ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่ไม่สามารถนำไปใช้ด้านการศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน หรือภารกิจเร่งด่วนอื่น รายงานสรุปว่า “สถานการณ์ทางการคลังน่ากังวลอย่างยิ่งในประเทศทุกระดับรายได้”
ข้อเสนอเชิงนโยบายแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือมาตรการช่วยเหลือด้านพลังงาน ซึ่งรายงานระบุว่าหากจำเป็นและประเทศนั้นยังมีพื้นที่ทางการคลัง การช่วยเหลือต้องเป็นการชั่วคราวและเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ส่วนที่สองคือการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยชี้แนะว่า “การจัดลำดับความสำคัญทางการคลังอย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งจำเป็น ตั้งแต่บัดนี้และต่อเนื่องไปในระยะปานกลาง” พร้อมย้ำว่าแม้การปฏิรูประบบบำนาญที่ไม่ยั่งยืน และการยกเลิกการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงแบบถ้วนหน้าสำหรับทุกคน ซึ่งผู้มีรายได้สูงได้ประโยชน์มากกว่าผู้มีรายได้น้อย จะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในทางการเมือง แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปลดปล่อยงบประมาณไปใช้ชำระหนี้และลงทุน ควบคู่กับการหารายได้รัฐเพิ่มเพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลังกลับคืนมา
เป็นที่น่ายินดีว่า รายงานได้กล่าวถึงการประชุมประจำปี IMF-ธนาคารโลก ที่จะกลับมาจัดที่กรุงเทพมหานคร ในเดือนตุลาคม 2569 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2534 โดยสะท้อนความก้าวหน้าอันโดดเด่นของประเทศไทย และตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางความร่วมมือทางเศรษฐกิจ พร้อมระบุว่าการประชุมจะเป็นเวทีที่ผู้กำหนดนโยบายหารือกันถึงการเสริมสร้างความยืดหยุ่นและการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง
สำหรับสถานะการคลังของไทย เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้กล่าวเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ในทิศทางเดียวกับรายงานของ IMF โดยระบุว่าหนี้สาธารณะของไทยเพิ่มจากร้อยละ 41.1 ของ GDP ในช่วงก่อนโควิด-19 มาอยู่ที่ร้อยละ 67.5 เทียบกับกรอบเพดานร้อยละ 70คงเหลือพื้นที่ทางการคลังประมาณร้อยละ 4 ขณะที่รายได้สุทธิของรัฐบาลลดลงจากร้อยละ 16.7 ของ GDP ในปี 2559 เหลือร้อยละ 15 ในปี 2568 ซึ่งต่ำกว่าค่ากลางของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และกลุ่ม OECD ขณะเดียวกันจำนวนผู้สูงอายุไทยจะเพิ่มเป็นร้อยละ 28.4 ของประชากรในปี 2577 ซึ่งจะกดทั้งฐานภาษีเงินได้และรายจ่ายสวัสดิการไปพร้อมกัน โดยเสนอกรอบการปฏิรูปสามด้าน คือ การจัดสรรงบประมาณไปสู่การลงทุนที่เพิ่มผลิตภาพในระยะยาว การออกแบบระบบสวัสดิการใหม่เพื่อลดความซ้ำซ้อน และการขยายฐานรายได้ของรัฐ ซึ่งด้านที่สามนี้ตรงกับข้อเสนอเรื่องการระดมรายได้ในรายงานของ IMF สอดคล้องกับการประเมินจาก Fitch Ratings ซึ่งได้ปรับมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของไทยดีขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569โดยมีหนึ่งในเงื่อนไขความเชื่อมั่นว่าสัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากความคืบหน้าที่ชัดเจนในการปรับสมดุลทางการคลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญตรงกันทั้งในปัจจุบันจนถึงในระยะปานกลาง
เมื่อพิจารณามาตรการด้านรายได้จากทางกระทรวงการคลังที่มีแผนจะเดินหน้าตามแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570-2573 ที่ได้รับความเห็นชอบไปตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จนถึงขณะนี้นอกจากเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำร้อยละ 15 ตามกรอบ Global Minimum Tax และการยกเลิกไม่เก็บอากรขาเข้าสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท มาตรการอื่นๆ ยังไม่มีความคืบหน้า ทั้งการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 1 บาทต่อลิตร การทบทวนโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การเพิ่มการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ และการขยายฐานผู้เสียภาษีผ่านระบบ Data Lake
กรณีที่สะท้อนภาพความล่าช้าในการตัดสินใจเชิงนโยบายได้ชัดเจนที่สุดคือ การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่จากสองอัตราเป็นอัตราเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่ค้างมาเนิ่นนานและเงียบหายไป โครงสร้างสองอัตราที่ใช้มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2560 หรือเป็นเวลา 9 ปี กำหนดอัตราตามมูลค่าร้อยละ 25 สำหรับบุหรี่ราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 72 บาทต่อซอง และร้อยละ 42 สำหรับราคาเกินกว่านั้น ประกอบกับภาษีตามปริมาณ 1.25 บาทต่อมวน ผลที่เกิดขึ้นคือสินค้าส่วนใหญ่เคลื่อนลงมาอยู่ต่ำกว่าระดับราคา 72 บาท ภาษีที่จัดเก็บได้ต่อซองจึงลดลงโดยที่ปริมาณการบริโภคมิได้ลดลงในสัดส่วนเดียวกัน ภาครัฐจึงควรแสดงความตั้งใจในการแก้ไขเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการนำโครงสร้างภาษีบุหรี่อัตราเดียวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี และระงับช่องโหว่ทางภาษีที่เกิดขึ้นโดยเร็วหลังจากที่ปล่อยให้เป็นปัญหาเรื้อรังมาไม่น้อยกว่า 9 ปีเต็ม

