ทอท. เซ็น AOTGA 8 ต.ค. เพิ่มผู้ให้บริการภาคพื้นราย 3 สุวรรณภูมิ แก้ปัญหางานล้น
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้การให้บริการเที่ยวบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กลับเข้าสู่ภาวะปกติ 100% แล้ว ส่วนปัญหาสัมภาระตกค้าง เหลือประมาณ 600 ใบ โดยผู้โดยสารติดต่อขอรับแล้วประมาณ 200 ใบ และอยู่ระหว่างประสานติดตามอีกประมาณ 400 ใบ ขณะที่การให้บริการคลังสินค้ายังดำเนินการได้ตามปกติ
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ให้บริการภาคพื้นของการบินไทยล่าช้า กระทรวงคมนาคม ต้องยอมรับว่าในสัญญาที่การบินไทยทำกับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. ไม่ได้กำหนดเรื่องบทลงโทษ ดังนั้นจึงไม่สามารถปรับ หรือดำเนินการใดๆ แต่ทั้งนี้ ทางกระทรวงได้สั่งการให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เพิ่มความเข้มงวดในการจัดทำสัญญากับผู้ให้บริการภาคพื้นรายใหม่ โดยเฉพาะการกำหนดบทลงโทษ เพื่อให้มีเครื่องมือกำกับมาตรฐานการให้บริการอย่างชัดเจน
น.ส.ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวว่า ทอท.เตรียมลงนามสัญญากับบริษัท AOT Ground Aviation Services จำกัด (AOTGA) วันที่ 8 ต.ค. 2569 เพื่อเพิ่มผู้ให้บริการภาคพื้นรายที่ 3 ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จากปัจจุบันที่มีผู้ให้บริการ 2 ราย ซึ่งมีขีดความสามารถรองรับงานใกล้เต็มกำลัง โดยผู้ให้บริการรายใหม่จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น กระจายภาระงาน และเป็นกำลังสำรองเมื่อเกิดเหตุขัดข้องหรือปริมาณงานเพิ่มขึ้น
การเพิ่มผู้ให้บริการรายที่ 3 ยังมีเป้าหมายรองรับจำนวนผู้โดยสารสุวรรณภูมิที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 60 ล้านคนต่อปี โดยเฉพาะหลังเกิดปัญหาสัมภาระตกค้างและเที่ยวบินล่าช้า ทอท.จึงจำเป็นต้องมีระบบรองรับที่สามารถเข้ามาช่วยเหลือได้ทันทีเมื่อผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งประสบปัญหา
ทั้งนี้ ทอท.จะกำหนดตัวชี้วัดประสิทธิภาพ หรือ KPI รวมถึงบทลงโทษและค่าปรับไว้ในสัญญากับ AOTGA อย่างชัดเจน หากไม่สามารถให้บริการได้ตามมาตรฐาน นอกจากต้องรับผิดชอบค่าปรับแล้ว ยังสามารถนำไปสู่การยกเลิกสัญญาได้หากไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด หลังการลงนาม AOTGA จะเริ่มเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ โดยคาดว่าจะเข้าปฏิบัติการและช่วยแบ่งเบาภาระผู้ให้บริการเดิมได้ตั้งแต่ต้นปี 2570 ส่วนงานบริการสินค้าและคลังสินค้า จะต้องก่อสร้างคลังสินค้าแห่งใหม่ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 18 เดือนก่อนเปิดให้บริการ
น.ส.ปวีณา กล่าวว่า ทอท.ได้ถอดบทเรียนจากปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมจัดทำแผนสำรองทั้งด้านบุคลากรและระบบประสานงาน เพื่อให้สามารถเข้าไปสนับสนุนสายการบินและผู้ประกอบการได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยการเพิ่มผู้ให้บริการรายที่ 3 จะช่วยลดความเสี่ยงจากงานล้น ขาดแคลนบุคลากร และเที่ยวบินล่าช้า รวมถึงเพิ่มความพร้อมของสุวรรณภูมิในการรองรับผู้โดยสารในระยะต่อไป



