หน้าแรก เศรษฐกิจ ก.พลังงาน กาง...

ก.พลังงาน กางแผนรับมือวิกฤตน้ำมันแพง ยัน ยังไม่สิ้นไร้ไม้ตอกจนต้องพึ่งเงินกู้

7.10.26 | 14:42 น.

โฆษกก.พลังงานกางแผนรับมือวิกฤตน้ำมันแพง ยันยังไม่สิ้นไร้ไม้ตอกจนต้องพึ่งเงินกู้

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกที่ปรับสูงขึ้น จากการประเมินของทั่วโลกที่มองว่า สงครามไม่ควรยืดเยื้อยาวนานขนาดนี้ แต่ก็ยืดเยื้อมากว่า 7 เดือนแล้ว ทำให้ต้องประเมินว่า หากยาวนานกว่านี้อีกจะทำอย่างไร กระทรวงพลังงานจึงต้องจัดทำแนวทางการรับมือวิกฤตด้านน้ำมันเชื้อเพลิง และแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ปี 2569-2572 ขึ้นมา เพื่อเป็นการหาเครื่องมืออื่นในการใช้รับมือมากขึ้น จากเดิมมีเพียงตัวกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น โดยยืนยันว่า ขณะนี้ให้แนวทางไว้คือ เราจะไม่กู้เงินเพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงาน หากไม่สิ้นไร้ไม้ตอกจริงๆ เพราะมีภาระดอกเบี้ยระยะยาวและจะนับเป็นหนี้สาธารณะ รวมถึงไม่มีใครอยากนำเงินประชาชนไปเป็นหนี้ และตอนนี้ยังไม่มีความจำเป็น


“การกู้เงินยังคงเป็นเพียงแผนศึกษาความเป็นไปได้ในทุกทางในฉบับเต็มเท่านั้น แต่ยังไม่ใช่ทางออก (Solution) ในเวลานี้ โดยเงื่อนไขและขั้นตอนหากต้องกู้จริงๆ หรือหากสถานการณ์ยืดเยื้ออีกเป็นปีและเครื่องมืออื่นถูกนำมาใช้จนหมดแล้ว คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) จะพิจารณา ข้อมูลต่างๆ ก่อนส่งไปยังคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยวงเงินกู้จะต้องครอบคลุมภาระหนี้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและต้องมีแผนการออกจากหนี้ รวมถึงมีการสร้างรายได้ชดเชยที่ชัดเจน ทำให้สถานการณ์ในตอนนี้ยังมีความสามารถเพียงพอในการบริหารจัดการกับคำถามที่ถามว่า ต้องกู้เงินมาเพื่อดูแลรับมือวิกฤตพลังงานหรือไม่” นายพงศ์พล กล่าว

นายพงศ์พล กล่าวว่า โครงสร้างเครื่องมือบริหารจัดการวิกฤตพลังงาน ขณะนี้วางไว้ 5 ด้านหลัก ได้แก่ 1.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ควรทำหน้าที่เป็นกันชนให้ประชาชนตาม พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 2562 เพื่อลดความรุนแรงของผลกระทบจากราคาพลังงานโลก 2.การหักผลประโยชน์ส่วนเกินจากการกลั่น ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง 2516 ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบอำนาจให้ รมว.พลังงานเรียกผู้ประกอบการโรงกลั่นทั้ง 6 รายเข้ามาชี้แจง และนำเข้าสู่สูตรคำนวณของคณะกรรมการ ซึ่งมีการหักเงินส่วนเกินไปแล้ว 7 ครั้ง รวมเป็นเงิน 28,000 ล้านบาท เข้ามากองทุนฯ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โดยไม่ต้องรอภาษีลาภลอย 3.การปรับลดภาษีสรรพสามิต นำโดยกระทรวงการคลังพิจารณาเน้นไปที่น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพผสม อาทิ B20 และ E20 เพื่อลดภาระของกองทุน 4.การจัดหาและสำรวจแหล่งพลังงานใหม่เชิงรุก และ 5.จัดทำแผนรองรับวิกฤตพลังงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ระยะ 5 ปี ที่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม.เรียบร้อยแล้ว

Advertisement

นายพงศ์พล กล่าวว่า ตอนนี้ประชาชนมีคำถามว่า ทำไมน้ำมันแพง ซึ่งก็แพงจริง แม้ราคาน้ำมันในประเทศจะแพง ราคาล่าสุดขายปลีกของน้ำมันบางประเภทแตะระดับ 42 บาท/ลิตร และเบนซินอยู่ที่ 40 บาท/ลิตร แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน 10 ประเทศ พบว่า ราคาน้ำมันทั่วไปของประเทศไทยถูกเป็นอันดับ 8 จาก 10 ประเทศ โดยความพยายามในการรับมือวิกฤตพลังงาน
ไม่มีใครอยากเอาเงินตรงนี้ไปขาดทุนเล่นๆ แม้น้ำมันวันนี้จะแพง แต่ต้องลดลงให้ได้ ทำให้ดีที่สุด ไม่ใช่แค่น้ำมันถูกลง แต่ต้องรักษาความมั่นคงให้ได้ จึงมีการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานผ่านโครงการ โซล่าเซลล์ 1 ล้านหลัง ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าคืนเข้าระบบได้ในราคา 2.20 บาท/หน่วย เพื่อให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการ สำนักนโยบาย และ แผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กล่าวว่า แผนรองรับวิกฤตพลังงานฉบับใหม่ปี 2569-2572 กรอบการทำงานและเกณฑ์ชดเชยแบ่งออกเป็น 3 ฉากทัศน์ ได้แก่ 1.ด้านราคา กำหนดเกณฑ์ชดเชยเมื่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับเพิ่มครอบคลุมทั้ง ดีเซล และ เบนซิน สูงกว่า 30 บาท/ลิตร และปรับเกณฑ์ราคาก๊าซ LPG เหมาะสมใหม่เป็นสูงกว่า 423 บาท/ถัง 15 กิโลกรัม จากเดิมเคยใช้เกณฑ์ 363 บาท/ถัง 2.ด้านความผันผวน ปรับเปลี่ยนเกณฑ์ความผันผวนของราคาในตลาดโลกเป็นเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 2 บาท/ลิตร จากเดิมที่เคยใช้เกณฑ์ 5 เหรียญสหรัฐ/สัปดาห์ หรือ 1 บาท/สัปดาห์) โดยใช้วิธีวัดค่าเฉลี่ยทั้งสัปดาห์จันทร์–ศุกร์ ก่อนตัดสินใจชดเชย เพื่อป้องกันความผันผวนรายวัน ส่วนก๊าซจะเปลี่ยนเกณฑ์ประเมินจากทุก 2 สัปดาห์ เป็นราย 1 เดือน และ 3.ด้านปริมาณและความมั่นคง เมื่อมีแนวโน้มประเมินว่าสภาวะการจัดหาน้ำมันดิบเข้าประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญจนอาจเกิดการขาดแคลน

นายพรชัย กล่าวว่า ด้านสถานะกองทุนฯ ขณะนี้ติดลบอยู่ที่ประมาณ 98,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าในสัปดาห์ถัดไปจะแตะระดับ 100,000 ล้านบาท ภาระการชดเชยรายวัน ณ วันที่ 7 ตุลาคม กองทุนฯ จ่ายเงินชดเชยรายวันรวมอยู่ที่ประมาณ 316 ล้านบาท/วัน แบ่งเป็น การชดเชยน้ำมันประมาณ 289 ล้านบาท/วัน และก๊าซ LPG ประมาณ 27 ล้านบาท/วัน ซึ่งถือว่าลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับในอดีตที่เคยจ่ายชดเชยสูงถึงวันละ 1,000–2,000 ล้านบาท โดยการชดเชยน้ำมันดีเซลในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2 บาท/ลิตร ต่างจากช่วงวิกฤตหนักที่สุดเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ซึ่งเคยจ่ายชดเชยสูงถึง 26.99 บาท/ลิตร ส่วนกระแสเงินสด (Cash Flow) แม้สถานะทางบัญชีจะติดลบเกือบแสนล้านบาท แต่กองทุนฯ ยังคงมีเงินสดหมุนเวียนจริงอยู่ในระบบประมาณ 1,000 ล้านบาท รวมถึงมีรายรับไหลเข้ามาช่วยจุนเจือจากการจัดเก็บเงินจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง