ศุภจีลงเช็กภาคผลิต โตโยต้ารับผลกระทบซัพพลายเชนจมน้ำ ส่งมอบค้าง 3 หมื่นคัน
วันที่ 7 ตุลาคม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่โรงงานประกอบชิ้นส่วนโตโยต้า จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อติดตามผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมต่อภาคการผลิตและการส่งออก ว่า กรณีโตโยต้า โรงงานทั้ง 3 แห่ง ที่สำโรง (สมุทรปราการ) เกตเวย์ (ฉะเชิงเทรา) และบ้านโพธิ์ (ฉะเชิงเทรา) ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยตรง แต่การผลิตได้รับผลกระทบจากผู้ผลิตชิ้นส่วนหรือซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่การผลิตบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำ ทำให้ไม่สามารถส่งชิ้นส่วนเข้าสู่กระบวนการผลิตได้ตามปกติ จึงได้กำชับกระทรวงอุตสาหกรรมให้ติดตามทั้งระบบว่า มีโรงงานหรือซัพพลายเออร์จุดใดได้รับผลกระทบ มีวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนใดที่อาจกลายเป็นคอขวด และภาครัฐสามารถเข้าไปช่วยประสานหรือแก้ข้อจำกัดในจุดใดได้บ้าง เพื่อให้การผลิตกลับมาดำเนินการได้เร็วที่สุด
“วันนี้เรามาดูที่โตโยต้า เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ได้มีเฉพาะโรงงานประกอบรถยนต์ แต่มีผู้ผลิตและซัพพลายเออร์เชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่ ถ้าจุดใดจุดหนึ่งหยุด ผลกระทบอาจต่อเนื่องไปทั้งระบบ เราจึงต้องรู้ให้เร็วว่าปัญหาอยู่ตรงไหน และเข้าไปช่วยประสานแก้ไข” นางศุภจีกล่าว
สำหรับแนวทางระยะสั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะลงพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะ เพื่อตรวจสอบปัญหาของซัพพลายเออร์ที่ไม่สามารถส่งชิ้นส่วนเข้าสู่กระบวนการผลิตได้ รวมทั้งประสานนิคมอุตสาหกรรมและฐานการผลิตสำคัญในพื้นที่อื่น เพื่อรวบรวมข้อมูลผลกระทบและพิจารณาแนวทางช่วยเหลือให้ตรงกับปัญหา โดยการติดตามจะไม่จำกัดเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่จะครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เห็นสถานการณ์ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่โรงงาน การขนส่ง คลังสินค้า การกระจายสินค้า ไปจนถึงตลาดทั้งในและต่างประเทศ
ส่วนแนวทางระยะยาว จะนำข้อเสนอของผู้ประกอบการไปพิจารณาในระดับนโยบาย รวมถึงข้อเสนอเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่อาจช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งแรงงานและวัตถุดิบ อาจจะ 2 เท่า หรือ ระยะต่อเนื่อง 2-3 ปี สำหรับซัพพลายเชนที่มีปัญหาหนัก เพื่อสนับสนุนให้ภาคการผลิตสามารถดำเนินต่อไปได้ ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ยังไม่ใช่มาตรการที่มีผลบังคับใช้

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดให้สถานประกอบการใช้ช่วงที่จำเป็นต้องหยุดการผลิตชั่วคราวในการพัฒนาทักษะพนักงาน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการกลับมาเร่งการผลิตเมื่อการส่งชิ้นส่วนเข้าสู่โรงงานกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และนำแนวทางดังกล่าวไปเป็นตัวอย่างให้โรงงานอุตสาหกรรมอื่นสามารถปรับตัวในช่วงที่ได้รับผลกระทบได้
นางศุภจีกล่าวว่า อีกด้านหนึ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน คือ การรักษาความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศไทย โดยนอกจากเร่งแก้ปัญหาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบแล้ว จะรวบรวมตัวอย่างพื้นที่อุตสาหกรรม คลังสินค้า และผู้ประกอบการที่สามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้ดี เพื่อสะท้อนให้คู่ค้า นักลงทุน และผู้ประกอบการต่างประเทศเห็นว่า ระบบการผลิตและโลจิสติกส์ของไทยยังมีความพร้อมและสามารถบริหารจัดการภายใต้สถานการณ์ได้
ส่วนแนวทางระยะยาว จะนำข้อเสนอของผู้ประกอบการไปพิจารณาในระดับนโยบาย ได้แก่ การขอให้ภาครัฐพิจารณายกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับเครื่องจักร อุปกรณ์ และอะไหล่ที่จำเป็นต้องนำเข้ามาเพื่อซ่อมแซมโรงงานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และการพิจารณาลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมสำหรับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและฟื้นฟูเครื่องจักรและโรงงาน เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินการผลิตได้ตามปกติโดยเร็ว ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวจะนำไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป และยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา
“การเป็นทัพหลังไม่ได้หมายถึงรอให้ปัญหาเกิดแล้วค่อยแก้ แต่ต้องมองให้ครบทั้งระบบว่า จุดไหนมีความเสี่ยง จุดไหนต้องเข้าไปช่วย และจุดไหนที่ยังเดินได้ดี เราต้องทำให้เดินต่อ เพื่อให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การผลิต และการส่งออกของประเทศเกิดขึ้นน้อยที่สุด” นางศุภจี กล่าว

ด้านนายสมคิด ประดิษฐกำจรชัย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ว่าทั้ง 3 โรงงานผลิตได้ประกาศหยุดสายการผลิตชั่วคราว เพราะได้รับผลกระทบจากซัพพลายเออร์ที่มีประมาณ 14 รายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ถูกน้ำท่วมขังสูงถึง 50-70 ซม. จนไม่สามารถผลิตและจัดส่งชิ้นส่วนได้ อาทิ พรม ถุงลมนิรภัย เป็นต้น กระทบแผนส่งมอบแล้วประมาณ 3 หมื่นคัน แนวทางรับมือช่วงแรกคือ เร่งนำเข้าชิ้นส่วนที่ขาดแคลนจากต่างประเทศ อาทิ พรมจากญี่ปุ่น ถุงลมนิรภัยจากเวียดนาม ชั่วคราวจนกว่าโรงงานผลิตในไทยจะดำเนินการได้ เบื้องต้นไม่อาจประเมินได้ว่า ต้องใช้เวลาเท่าไร และหลังทุกอย่างคลี่คลาย ก็จะเร่งการผลิตต่อไป
พร้อมกันนี้เรียกร้องให้ภาครัฐเร่งปรับปรุงระบบการแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมให้มีความแม่นยำ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ เนื่องจากระบบเตือนภัยที่ล่าช้าในครั้งนี้ทำให้โรงงานและซัพพลายเออร์ไม่สามารถเตรียมการรับมือได้ทัน จนน้ำทะลักเข้าท่วมเครื่องจักรได้รับความเสียหายหนัก พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือทางภาษีและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อช่วยผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานให้สามารถฟื้นตัวและป้องกันวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต

