เอกนิติ ยันไทยพร้อมจัด IMF-World Bank ลั่นวางแผนรับมือน้ำท่วมทุกสถานกาณ์ คาด 2 สัปดาห์ เคาะภาษีอีวี 3 เทียร์
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีข้อกังวลของหลายฝ่าย เช่น นักลงทุนต่างชาติ ต่อสถานการณ์น้ำท่วมและเหตุการณ์ฝนตกหนักในประเทศไทยที่อาจกระทบต่อการเป็นเจ้าภาพงานประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค.2569 ว่ายืนยันว่าประเทศไทยมีความพร้อมและขอให้ความมั่นใจแก่ผู้ร่วมประชุมและนักลงทุน เนื่องจากได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจความพร้อมด้วยตนเอง พร้อมมอบหมายให้นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ประสานงานเชิญทั้งกรมอุตุนิยมวิทยาและกรุงเทพมหานคร (กทม.) มาร่วมวางแผนรองรับอย่างรัดกุม แม้ปริมาณน้ำฝนจะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ภาครัฐได้เตรียมแผนบริหารจัดการไว้รอบด้าน ทั้งระบบการระบายน้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ แผนเผชิญเหตุกรณีฝนตกหนัก รวมถึงการจัดทำแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan : BCP) และการกำหนดจุดเกณฑ์เตือนภัย (Trigger Point) ชัดเจนว่าหากมีระดับน้ำฝนสะสมเกินเกณฑ์ที่กำหนด จะมีขั้นตอนการเคลื่อนย้ายสถานที่การประชุมอย่างไร เพื่อรับประกันว่าการประชุมจะสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นและไม่สะดุด
นอกจากนี้ ประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน (Climate Change) ซึ่งส่งผลให้หลายประเทศรวมถึงไทยต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวนและปริมาณฝนตกหนักที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จะถูกหยิบยกขึ้นเป็นหนึ่งในหัวข้อหลักของการเจรจาร่วมกับ World Bank และ IMF โดยจะหารือถึงแนวทางการจัดสรรงบประมาณและการลงทุน เพื่อให้ทั้งสององค์กรการเงินระหว่างประเทศเข้ามาช่วยสนับสนุนการสร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่น (Building Resilience) ให้แก่ประเทศต่างๆ ต่อไป
นายเอกนิติกล่าวถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาของอุตสาหกรรมยานยนต์ ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มนักลงทุนญี่ปุ่นว่า เมื่อวานนี้ (6 ต.ค.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับทราบมติของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) เรียบร้อยแล้ว โดยรัฐบาลเตรียมนำโครงสร้างภาษีสรรพสามิตมาปรับใช้เป็นกลไกหลักในการรองรับและช่วยเหลือผู้ผลิตยานยนต์ทุกสัญชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างเท่าเทียม ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสงครามการค้าโลก (Trade War) และแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมจากอัตราภาษีศุลกากร และสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เป็นธรรมแก่นักธุรกิจทุกกลุ่ม คาดว่าข้อสรุปเกี่ยวกับอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าจะมีความชัดเจนภายใน 1-2 อาทิตย์
นายเอกนิติกล่าวว่า ส่วนการยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน ในกลุ่ม 93 ประเทศนั้น ยังไม่เป็นอุปสรรคต่อการดึงการลงทุนต่างชาติ หรือ FDI แต่อย่างใด ทั้งนี้ จากการหารือกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ถึงปัญหาของมาตรการฟรีวีซ่าในอดีต พบว่ามีทั้งกระทบความมั่นคงของประเทศ จึงได้มีการทบทวนเพื่อความมั่นคงของประเทศ ส่วนนักลงธุรกิจที่เดินทางมาลงทุนในไทย ด้านกระทรวงการต่างประเทศได้ประสานสถานทูตไทยทุกแห่งให้อำนวยความสะดวกในการออก Business Visa ให้แก่นักธุรกิจอย่างสะดวกรวดเร็วแล้ว นอกจากนี้ การจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกประเทศ (Travel Tax) คงจะมีหลักการสำคัญเพื่อจัดเก็บจากคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ เนื่องจากปัจจุบันมีเงินตราไหลออกนอกประเทศเป็นจำนวนมาก รัฐบาลจึงต้องการส่งเสริมให้คนไทยหันมาท่องเที่ยวและใช้จ่ายภายในประเทศมากกว่า



