หน้าแรก เศรษฐกิจ กกร.ปรับจีดีพ...

กกร.ปรับจีดีพีโต2.1-2.5%  รบ.โชว์ 4เสาหลัก เวทีIMF ชูวิชั่น ‘ขอบฟ้าใหม่ของไทย’

8.10.26 | 06:40 น.

กกร.ปรับจีดีพีโต2.1-2.5%  รบ.โชว์ 4เสาหลัก เวทีIMF ชูวิชั่น ‘ขอบฟ้าใหม่ของไทย’

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่โรงแรมโกลเดน ทิวลิป ซอฟเฟอริน กรุงเทพฯ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แถลงผลประชุม กกร.ประจำเดือนตุลาคม 2569 กล่าวว่า สำหรับประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 กกร.ประมาณการตัวเลข GDP ไว้ที่ 2.1-2.5% การส่งออกขยายตัว 12-16% และเงินเฟ้อ 2.5-3.0% โดยเป็นการปรับเพิ่มจากประมาณการช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2569 ที่คาดว่า GDP จะขยายตัว 1.6-2.0% การส่งออกขยายตัว 8.0-10.0% ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ที่ 2.5-3.0% สะท้อนการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีกว่าคาด ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเดิม ขณะเดียวกัน ปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศต้องจับตาคือ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ขยับจาก 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนกันยายน มาอยู่ที่ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนความเปราะบางในตะวันออกกลางและระดับน้ำมันสำรองที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะเดียวกันผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี แตะ 5% สูงสุดในรอบ 20 ปี จากความกังวลฐานะการคลังสหรัฐฯ และการระดมทุนของกลุ่ม Hyperscaler ส่งผลให้ต้นทุนพันธบัตรระยะยาวหลายประเทศรวมถึงไทยสูงขึ้น กระทบต้นทุนการกู้ยืมภาคเอกชนและเพิ่มความเสี่ยงเงินบาทอ่อนค่า


นายพจน์ กล่าวว่า อีกปัจจัยที่ต้องเร่งรับมือคือภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะภัยน้ำท่วม ซึ่งกำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ที่ผ่านมาภาครัฐใช้งบประมาณเฉลี่ยปีละ 50,000-60,000 ล้านบาทเพื่อเยียวยาความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ขณะที่น้ำท่วมรอบนี้กระทบทั้งประชาชน SME ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และห่วงโซ่อุปทานในภาคกลางและภาคตะวันออก รวมถึงการท่องเที่ยว และสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินซึ่งยังประเมินมูลค่าไม่ได้ ตลอดจนเพิ่มภาระหนี้และกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีข้อกังวลของหลายฝ่าย เช่น นักลงทุนต่างชาติ ต่อสถานการณ์น้ำท่วมและเหตุการณ์ฝนตกหนักในประเทศไทยที่อาจกระทบต่อการเป็นเจ้าภาพงานประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 (IMF – World Bank Group Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12 – 18 ตุลาคม 2569 ว่า ยืนยันว่าประเทศไทยมีความพร้อมและขอให้ความมั่นใจแก่ผู้ร่วมประชุมและนักลงทุน เนื่องจากได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจความพร้อมด้วยตนเอง พร้อมมอบหมายให้ นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ประสานงานเชิญทั้งกรมอุตุนิยมวิทยาและกรุงเทพมหานคร (กทม.) มาร่วมวางแผนรองรับอย่างรัดกุม แม้ปริมาณน้ำฝนจะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ภาครัฐได้เตรียมแผนบริหา รจัดการไว้รอบด้าน

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพ “การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569” (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 18 ต.ค.2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศทั่วโลก

Advertisement

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุม IMF-World Bank 2026 ไม่ได้เป็นเพียงเวทีหารือด้านเศรษฐกิจและการเงินระดับโลก และสร้างเม็ดเงินให้แก่เศรษฐกิจท้องถิ่นในระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยในระยะยาว ทั้งการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพและยั่งยืน ตลอดจนการพัฒนาคน การอนุรักษ์วัฒนธรรม และการดูแลสิ่งแวดล้อม

สำหรับการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” (Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience) มุ่งผลักดันประเด็นสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1. การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเติบโตที่ทั่วถึงและยืดหยุ่น 2. โอกาสของประเทศขนาดกลางในโลกที่แบ่งเป็นหลายขั้ว 3.การสร้างสถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่เพื่อรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 4. การส่งเสริมเศรษฐกิจเพื่อรองรับสังคมสูงวัยภายใต้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร