หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกนิติ ชงปฏิ...

เอกนิติ ชงปฏิญญากรุงเทพฯ เวที IMF-World Bank ชี้นำศก.โลก พร้อมเปิดแลกเหรียญที่ระลึก เริ่ม 9 ต.ค.

8.10.26 | 13:37 น.

คลัง-ธนารักษ์ เปิดแลกเหรียญ IMF-WBG 2026 ดีเดย์ 9 ต.ค. รับเจ้าภาพ ‘โอลิมปิกการเงิน’ รอบ 35 ปี ชง ‘ปฏิญญากรุงเทพฯ’ ชี้นำ ศก.โลก

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายในงานแถลงข่าวเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ว่า เนื่องด้วยที่ประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund : IMF) เห็นชอบให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม พ.ศ.2569 กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 เพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสดังกล่าว และเพื่อเป็นการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และเผยแพร่พระเกียรติคุณของทั้งสองพระองค์ให้แผ่ไพศาลทั้งภายในประเทศและนานาประเทศ อีกทั้งเป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักแก่ชาวต่างประเทศทั้งในส่วนของผู้เข้าร่วมประชุมและนักท่องเที่ยวทั่วไป


นายเอกนิติกล่าวว่า สำหรับการจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการประชุมจัดทำขึ้น จำนวน 2 ประเภท ประกอบด้วย 1.เหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ประเภทขัดเงา ชนิดราคา 100 บาท ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 38 มิลลิเมตร น้ำหนัก 25 กรัม จำนวนผลิตไม่เกิน 30,000 เหรียญ ราคาจำหน่ายเหรียญละ 700 บาท และ 2.เหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ประเภทธรรมดา ชนิดราคา 100 บาท ขนาด เส้นผ่านศูนย์กลาง 38 มิลลิเมตร น้ำหนัก 25 กรัม จำนวนผลิตไม่เกิน 200,000 เหรียญ ราคาจ่ายแลกเหรียญละ 100 บาท

นายเอกนิติกล่าวต่อว่า เมื่อ 35 ปีที่ผ่านมา ในปี พ.ศ.2534 (ค.ศ.1991) ประเทศไทยเคยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank หรือโอลิมปิกทางการเงินโลก ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และในปี พ.ศ.2569 (ค.ศ.2026) นับเป็นครั้งที่ 2 ที่ไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank 2026 จัดที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เช่นเดิม โดยมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานอย่างเป็นทางการแล้วกว่า 16,000 คน โอกาสในครั้งนี้ไทยจะโชว์ศักยภาพให้ทั่วโลกได้เห็นผ่าน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ชูเอกลักษณ์ประเทศไทย อาทิ ผ่านการนำเสนอผ้าไทย การตกแต่งสถานที่ด้วยผลิตภัณฑ์ชุมชน อาหารไทยระดับสากล ตลอดจนการนำเยาวชนไทยมาเข้าร่วมต้อนรับผู้นำการเงินโลก เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนเพื่อก้าวขึ้นสู่เวทีระดับโลกในอนาคต

Advertisement

นายเอกนิติกล่าวอีกว่า 2.การวางบทบาทประเทศไทยเป็นตัวแทนกลุ่มประเทศมหาอำนาจขนาดกลาง (Middle Power) และเป็นผู้เชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ (Trusted Connector) และ 3.การสร้างความยั่งยืนและการดึงดูดการลงทุนการสร้างภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม พร้อมเปิดพื้นที่สร้างพันธมิตรดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ภาคธุรกิจไทย

“ภาพจำที่สำคัญที่สุดคือความเป็นไทย ผมเชื่อว่าทุกคนจะกลับมาไทยอีกครั้งหนึ่ง และภาพจำความเป็นคนไทย ศักยภาพของคนไทยที่เรากำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก วันนี้เวทีโลกจะกลับมามองเราในฐานะผู้นำเศรษฐกิจและการเงินโลก” นายเอกนิติกล่าว

นายเอกนิติกล่าวว่า สำหรับการนำเสนอข้อตกลงความร่วมมือผ่านปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) ในเวทีการประชุมครั้งนี้ ประเทศไทยจะนำเสนอผลงานสำคัญ 2 เรื่อง เพื่อชี้นำทิศทางเศรษฐกิจและการเงินโลก ได้แก่ 1.Bangkok Blueprint พิมพ์เขียวด้านการเงินดิจิทัลสมัยใหม่ (Digital Finance) ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีมาช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยและผู้ขาดโอกาสสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น โดยนำตัวอย่างนวัตกรรมของไทย เช่น แอพพลิเคชั่นเป๋าตัง ถุงเงิน และ AI นกกระซิบ ที่ใช้สอนพ่อค้าแม่ค้าสตรีทฟู้ดไทยมาถอดบทเรียน ควบคู่กับการร่วมมือระหว่างประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย และ IMF ในการสร้างแนวทางยกระดับความปลอดภัยทางการเงินดิจิทัล เพื่อให้ผู้นำทางการเงินทั่วโลกสามารถนำพิมพ์เขียวนี้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง และ 2.Bangkok Dialogue การสรุปผลจากการประชุมตลอดทั้ง 7 วัน ซึ่งจะปิดจบในวันสุดท้ายเพื่อเป็นข้อสรุปตามปฏิญญากรุงเทพฯ โดยจะเป็นกรอบแนวทางให้ประเทศต่างๆ นำทิศทางเศรษฐกิจและศักยภาพที่ได้แสดงในเวทีนี้ไปขับเคลื่อนต่อในระดับสากลอย่างเป็นรูปธรรม

นายเอกนิติกล่าวว่า ในด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยจะผลักดันให้ธนาคารโลกและ IMF ร่วมมือกันช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในการรับมือภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศแปรปรวน โดยธนาคารโลกจะจัดเวทีพิเศษเรื่องการจัดการน้ำ ซึ่งไทยจะร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียนการบริหารจัดการน้ำทั้งปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง (ซูเปอร์เอลนีโญ) พร้อมชูโมเดลต้นแบบโครงสร้างพื้นฐานเรื่องน้ำตามแนวพระราชดำริ “Royal Pavilion” (โครงการแก้มลิง) จากรัชกาลที่ 9 ถึงรัชกาลที่ 10 ส่วนประเด็น AI Infrastructure & Data Center ประเทศไทยได้จัดทำเกณฑ์ขั้นต่ำ (Minimum Standard) สำหรับการลงทุน Data Center เสร็จสิ้นแล้ว เพื่อยกระดับให้การลงทุนนวัตกรรมและ AI คำนึงถึงผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และประโยชน์สูงสุดของประเทศ ซึ่งจะเป็นบทเรียนสำคัญที่ไทยนำไปร่วมแบ่งปันในเวทีโลกเช่นกัน

“จะนำสิ่งที่เราโชว์ศักยภาพเป็นแนวทางให้ประเทศต่างๆ ใช้ชี้นำทิศทางเศรษฐกิจโลก และไปใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อ เชื่อมั่นว่าผลงานทั้ง 2 เรื่องดังกล่าวจะไม่จบลงเพียงแค่ช่วงการประชุม 7 วันเท่านั้น แต่จะคงอยู่ต่อไปในเวทีการเงินและเศรษฐกิจโลกอีกหลายปี” นายเอกนิติกล่าว

ด้านนายธีรลักษ์ แสงสนิท รองปลัดกระทรวงการคลัง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า ผู้ที่ประสงค์จะขอแลกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกดังกล่าว สามารถติดต่อขอแลกได้ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป สำหรับการออกแบบเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกดังกล่าวมีลวดลาย ดังนี้ ลวดลายด้านหน้า กลางเหรียญปรากฏพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ผินพระพักตร์ทางเบื้องซ้าย ทรงฉลองพระองค์ชุดสากล คู่กับพระรูปสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ผินพระพักตร์ทางเบื้องซ้าย ทรงสร้อยพระศอและทรงฉลองพระองค์ชุดไทย ภายในวงขอบเหรียญเบื้องล่างจารึกข้อความ “พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” และ “สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี” โดยมีลายไทยประดิษฐ์คั่นระหว่างพระปรมาภิไธยและพระนามาภิไธยของทั้งสองพระองค์อย่างประณีต

นายธีรลักษ์กล่าวว่า ลวดลายด้านหลัง กลางเหรียญเป็นรูปตราสัญลักษณ์การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ขนาบข้างด้วยตัวเลขและข้อความระบุราคา โดยด้านขวาแสดงเลขบอกราคา “๑๐๐” และ “100” คั่นด้วยเส้น ส่วนด้านซ้ายมีข้อความบอกราคา “บาท” และ “BAHT” คั่นด้วยเส้นเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ภายในวงขอบเหรียญเบื้องบนระบุข้อความ “ในโอกาสการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี ๒๕๖๙” และเบื้องล่างระบุข้อความ “ประเทศไทย” โดยมีลายไทยประดิษฐ์คั่นระหว่างข้อความเบื้องบนและเบื้องล่างทั้งสองฝั่ง