แอตต้า ส่งหนังสือถึง รมว.คลัง ค้านเก็บภาษีไทยเที่ยวนอก หวั่นฉุดกำลังซื้อ ลามศก.ทุกมิติ
นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า สมาคมฯ เตรียมยื่นหนังสือถึงนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อคัดค้านการจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ตามที่กรมสรรพากรเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการร่างพระราชบัญญัติภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งเสนอจัดเก็บจากผู้เดินทางทุกสัญชาติ ระยะแรกทางอากาศครั้งละ 1,000 บาทนั้น แอตต้าขอคัดค้านการจัดเก็บภาษีดังกล่าว และขอให้กระทรวงการคลังทบทวนหลักการก่อนเดินหน้า เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อกำลังซื้อ ขีดความสามารถของผู้ประกอบการ และความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมหลายมิติ
นายธนพล กล่าวว่า สาเหตุหลักๆ ได้แก่ 1.เป็นการเพิ่มภาระประชาชนและจำกัดโอกาสพัฒนาประเทศ เพราะการเดินทางต่างประเทศเป็นทั้งการพักผ่อน การเรียนรู้นอกตำรา การศึกษา การทำงาน การค้า และการลงทุน ภาษีอัตราคงที่มีสัดส่วนสูงกว่าในทริปราคาประหยัด และอาจกระทบครอบครัว นักศึกษา และผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะผู้ต้องเดินทางซ้ำเพื่อสร้างตลาดและเครือข่าย จึงไม่ควรมองการเดินทางขาออกทั้งหมดเป็นเพียงรายจ่ายเพื่อการบริโภค 2.ซ้ำเติมภาระสะสมและธุรกิจเอสเอ็มอีทั้งขาออกและขาเข้า เนื่องจาก PSC ของสนามบิน AOT ปรับเพิ่มจาก 730 เป็น 1,120 บาท ตั้งแต่ 20 มิถุนายน2569 ขณะที่ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ 450 บาทยังอยู่ในกระบวนการก่อนบังคับใช้ หากมาตรการใหม่มีผลพร้อมกัน ผู้เข้าเกณฑ์ที่ใช้สนามบิน AOT และไม่ได้รับยกเว้นจะมีภาระเพิ่มจากฐาน PSC เดิม 1,390 บาทต่อคนสำหรับคนไทย และ 1,840 บาทสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าไทยแล้วบินออก ตัวเลขนี้เป็นสถานการณ์สมมติ มิใช่ยอดที่จัดเก็บครบแล้วต้นทุนที่สูงขึ้นอาจลดการจองหรือเบียดงบอาหาร ที่พัก กิจกรรม และสินค้าชุมชน ขณะที่ธุรกิจนำเที่ยว ตัวแทนจำหน่าย และผู้เกี่ยวข้องต้องรับแรงกดดันต่อราคา กำไร และต้นทุนระบบจัดเก็บ
นายธนพล กล่าวว่า 3.เพิ่มภาระในช่วงฟื้นตัวหลังน้ำท่วม ครัวเรือนและ SME ที่ได้รับผลกระทบต้องจัดสรรเงินซ่อมบ้าน รถ อุปกรณ์ และฟื้นฟูอาชีพ ขณะที่บางส่วนมีรายได้สะดุด ภาระดังกล่าวอาจลดเงินที่เหลือสำหรับการใช้จ่ายและลงทุน การเพิ่มภาษีจึงต้องประเมินจังหวะการฟื้นตัว โดยเฉพาะผู้จำเป็นต้องเดินทางเพื่อศึกษา ทำงาน และค้าขาย มิใช่ถือว่าผู้เดินทางทุกคนมีกำลังซื้อสูงทั้งนี้ ไม่ควรเหมารวมว่ากำลังซื้อทั้งประเทศลดลงเท่ากัน 4.กระทบสายการบินและกลไก Two-Way Tourism IATA ระบุว่าภาษีบัตรโดยสารอาจลดความต้องการเดินทางที่ตอบสนองต่อราคา และเพิ่มภาระการจัดเก็บ สมาคมฯ เห็นว่าผู้โดยสารทั้งสองทิศทางมีส่วนต่อความคุ้มค่าของเส้นทางบิน หากอุปสงค์ลดลงขณะที่จำนวนที่นั่งคงเดิม อัตราบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) อาจลดลง และนำไปสู่การลดความถี่หรือความจุแม้สายการบินปรับจนรักษา Load Factor ได้ประเทศก็อาจสูญเสียเที่ยวบินและโอกาสรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางใหม่และตลาดรอง
นายธนพล กล่าวว่า 5. ลดโอกาสใช้ Tourism Diplomacy และสร้างภูมิคุ้มกันต่อวิกฤต ข้อมูล Bnomics ที่สื่อรายงานระบุว่า ปี 2568 คนไทยเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศประมาณ 13.06 ล้านคน สมาคมฯ เห็นว่าฐานการเดินทางนี้เป็นโอกาสพัฒนาการทูตผ่านการท่องเที่ยว สร้างความเข้าใจระหว่างประชาชน เครือข่ายธุรกิจ และความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนสอดคล้องกับ OECD ที่ยอมรับบทบาทการท่องเที่ยวต่อการทูตทางเศรษฐกิจและการทูตสาธารณะ จึงควรส่งเสริม Two-Way Tourism และ Air Connectivity เพื่อสร้าง Regional Tourism Economy กระจายตลาด และเพิ่มความยืดหยุ่นต่อวิกฤตโลก การเพิ่มต้นทุนข้ามพรมแดนอาจจำกัดโอกาสนี้ โดยต้องประเมินผลด้วยข้อมูล
6. ต้องประเมินผลประโยชน์สุทธิทั้งระบบ คณะกรรมาธิการยุโรประบุว่าภาษีอาจเปลี่ยนจำนวนผู้เดินทาง การบริโภคบริการ และส่งผลต่อธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ความสามารถในการแข่งขันและการจ้างงาน จึงต้องพิจารณารายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นควบคู่กับการใช้จ่าย การจ้างงานโอกาสลงทุน และรายได้ภาษีอื่นที่อาจลดลง ไม่ใช้ยอดจัดเก็บเพียงด้านเดียวเป็นหลักฐานความคุ้มค่า
นายธนพล กล่าวว่า สมาคมฯ ขอให้กระทรวงการคลังชะลอการผลักดันร่าง และประเมินผลกระทบสะสมร่วมกับหน่วยงานท่องเที่ยว คมนาคม และภาคธุรกิจโดยแยกตลาดและวัตถุประสงค์การเดินทางศึกษาความอ่อนไหวต่อราคาและกำลังซื้อหลังน้ำท่วม เปรียบเทียบต้นทุนทริปรวมกับประเทศคู่แข่ง ติดตามจำนวนผู้โดยสาร ความถี่ ความจุและความคุ้มค่าเส้นทางบิน พร้อมเปิดเผยผลและพิจารณาทางเลือกการคลังที่กระทบประชาชนและ SME น้อยกว่า โดยสมาคมฯ สนับสนุนวินัยการคลังและการลงทุนยกระดับการท่องเที่ยวที่พิสูจน์ผลได้ แต่ขอให้การจัดเก็บใหม่ผ่านการประเมินประโยชน์สุทธิต่อประเทศ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์สร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจการเดินทางทั้งสองทิศทางด้วย



