เปิดเวทีเวิลด์แบงก์ 12 ต.ค. ชูขอบฟ้าใหม่ของไทย รบ.ชวนติดตามหัวข้อเอไอ หอค้าชี้ปลุกบูมลงทุน ‘ทีเอชเอ ‘ค้านเก็บ ‘ภาษี’ เหยียบแผ่นดิน-บินนอก
วันที่ 10 ตุลาคม น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมติดตามการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF–World Bank Annual Meetings) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค.นี้ โดยประชาชนทั่วไปสามารถรับชมกิจกรรมที่เปิดถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์ World Bank Live ได้ฟรี โดยไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนรับชม และไม่ต้องเดินทางมายังสถานที่จัดประชุม
น.ส.ลลิดา กล่าวว่า หนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือเวทีภาคประชาสังคม “Civil Society Townhall” วันที่ 12 ต.ค.เวลา 13.00–14.00 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยมีนายอเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก ร่วมกับผู้บริหารระดับสูง นำเสนอความคืบหน้าการดำเนินงานขององค์กรและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับตัวแทนภาคประชาสังคม พร้อมเปิดรับคำถามทั้งจากผู้เข้าร่วมในสถานที่และผู้ชมทางออนไลน์ โดยผู้สนใจสามารถรับชมได้โดยไม่ต้องลงทะเบียน และสามารถรับชมวิดีโอย้อนหลังได้ภายหลังจบกิจกรรม ทั้งนี้ การส่งคำถามไม่ได้หมายความว่าทุกคำถามจะได้รับการเลือกตอบ
น.ส.ลลิดา กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีเวทีที่น่าสนใจสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการ ได้แก่ เวที “Small AI: More and Better Jobs” วันที่ 12 ตุลาคม เวลา 10.00–11.10 น. ซึ่งจะหารือการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เข้าถึงได้และมีต้นทุนเหมาะสม มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้างโอกาสการจ้างงาน โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยู่ในรายชื่อผู้ร่วมกิจกรรม
“รัฐบาลต้องการให้ประชาชนทุกกลุ่มมีโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้และแนวคิดจากเวทีเศรษฐกิจระดับโลก แม้ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง โดยเฉพาะเรื่อง AI อนาคตการทำงาน และการเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนาเศรษฐกิจและโอกาสของคนไทย” นางสาวลลิดากล่าว
น.ส.ลลิดา กล่าวว่า ทั้งนี้ การเปิดรับชมออนไลน์ไม่ใช่การอนุญาตให้เข้าพื้นที่ประชุมโดยไม่ลงทะเบียน ผู้สนใจสามารถติดตามการถ่ายทอดสด รายละเอียดกิจกรรม และวิดีโอย้อนหลังได้ที่ live.worldbank.org รวมถึงข้อมูลการจัดงานของประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพได้ที่ www.am2026thailand.go.th โดยควรตรวจสอบกำหนดการล่าสุดก่อนรับชม
นายอาคม สุวรรณกันธา รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ และประธานผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ภาคเหนือว่า เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย และยกระดับภาพลักษณ์ในสายตานักลงทุนต่างชาติว่า ข้อเสนอ 4 ด้าน ที่ไทยนำเสนอให้เวิลด์แบงก์พิจารณา มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์(เอไอ) การสร้างระบบเศรษฐกิจที่รองรับโลกหลายขั้ว การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัย ด้านการใช้ดิจิทัลและเอไอ มองว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอี โดยเฉพาะธุรกิจบริการ สุขภาพ และท่องเที่ยว พร้อมลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างกรุงเทพฯ กับภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันมีช่องว่างด้านรายได้สูง นอกจากนี้ ภาคเหนือยังมีศักยภาพดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและสุขภาพ ลำพูนมีนิคมอุตสาหกรรม ลำปางมีโอกาสด้านพลังงานสะอาด และเชียงรายมีศักยภาพด้านการขนส่งและการค้าชายแดน
นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่า สิ่งที่น่ากังวลในตอนนี้คือ การที่รัฐบาลจะจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว หรือค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยทางอากาศ และรวมการจัดเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศอีก 1,000 บาท ที่จะจัดเก็บทุกสัญชาติแล้ว ขณะเดียวกันเมื่อรวมกับค่าธรรมเนียมสนามบินที่ปรับราคาขึ้นอีกก็จะทำให้ภาระค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวพุ่งสูงถึง 2,570 – 3,000 บาท ซึ่งเป็นการซ้ำเติมภาคการท่องเที่ยว และทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม หรือฮ่องกง ทำให้ตั๋วเครื่องบินจะแพงขึ้นทันที

