ประธานาธิบดีสิงคโปร์ชี้ ศก.โตอย่างเดียวไม่พอต้องใช้ AI สร้างงานคุณภาพ-ชูผลิต-พลังงานสะอาดสร้างงานใหม่
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ นายธาร์มาน ชันมูการัตนัม (Tharman Shanmugaratnam) ประธานาธิบดีสาธารณรัฐสิงคโปร์ เปิดเผยในเวทีเสวนาหัวข้อ WBG flagship: Small AI: More and Better Jobs ว่า การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในระบบเศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น จึงไม่ควรมองการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแรงกระแทกฉับพลัน แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคใหม่ที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องร่วมกันกำหนดแนวทาง เพื่อให้ AI ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างงานที่มีคุณภาพ ไม่ใช่แค่เพิ่มการเติบโตโดยที่การจ้างงานไม่ขยายตัวตามไปด้วย
นายธาร์มาน กล่าวว่า ทั้งนี้ หลายประเทศ เช่น จีน อินเดีย และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี แต่การสร้างงานยังไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควร สะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการจ้างงานไม่ได้เพิ่มขึ้นควบคู่กันเสมอไป และ มองว่าหากนำ AI มาใช้อย่างไม่เหมาะสม อาจยิ่งทำให้ช่องว่างดังกล่าวกว้างขึ้น จึงต้องให้ความสำคัญกับการใช้ AI เพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพ ช่วยให้แรงงานสามารถพัฒนาทักษะและก้าวหน้าในสายอาชีพได้ แม้ต้องทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่มีความสามารถสูงขึ้นก็ตาม
นายธาร์มาน กล่าวว่า อีกประเด็นที่ต้องระมัดระวังคือการเกิดเศรษฐกิจและตลาดแรงงานแบบ K-shaped ซึ่งหมายถึงการที่คนหรือธุรกิจบางกลุ่มสามารถเติบโตได้ดี ขณะที่อีกกลุ่มกลับเผชิญความยากลำบาก โดยในช่วงแรกของการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ แรงงานระดับล่างในภาคการผลิตได้รับผลกระทบและบางส่วนย้ายไปทำงานในภาคบริการหรือเศรษฐกิจแบบรับจ้างเป็นครั้งคราว (Gig Economy) แต่การเปลี่ยนแปลงจาก AI ในระลอกนี้อาจส่งผลกระทบต่อแรงงานระดับกลางในวงกว้าง ซึ่งเป็นกลุ่มที่สะสมทักษะและประสบการณ์ในการทำงานมาเป็นเวลานาน จึงไม่ควรปล่อยให้แรงงานกลุ่มนี้หลุดออกจากตลาดแรงงานโดยไม่มีโอกาสปรับตัว พร้อมย้ำว่าประเทศต่าง ๆ ต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่กำลังเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม นายธาร์มาน มองว่า ประเทศกำลังพัฒนายังมีโอกาสสร้างงานจากหลายภาคส่วน โดยไม่ควรหมดหวังกับภาคการผลิต เนื่องจากหลายพื้นที่ในประเทศกำลังพัฒนายังมีต้นทุนแรงงานต่ำกว่าจีนและต้นทุนการใช้หุ่นยนต์ จึงยังสามารถดึงดูดการลงทุนและสร้างตำแหน่งงานได้ หากมีนโยบายสนับสนุนที่เหมาะสม โดยยกตัวอย่างบางรัฐของอินเดียที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วจากการผลิตเพื่อส่งออก หากรัฐอื่นสามารถดำเนินการได้ในลักษณะเดียวกัน ก็จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจอินเดียได้ แม้ประเทศจะเริ่มต้นเส้นทางการพัฒนาดังกล่าวช้ากว่าบางประเทศก็ตาม ขณะที่เวียดนามและประเทศอื่น ๆ ยังมีโอกาสเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตเพื่อส่งออกได้เช่นกัน
นายธาร์มาน ระบุว่า สำหรับแนวทางสนับสนุนภาคการผลิต รัฐบาลจำเป็นต้องส่งเสริมการลงทุน จัดหาที่ดินที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้โดยไม่มีอุปสรรคเกินจำเป็น และปรับปรุงกฎระเบียบด้านแรงงาน เพื่อให้แรงงานเข้าสู่ตลาดงานได้ง่ายขึ้นและสามารถเติบโตในสายอาชีพได้ โดยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการพัฒนาทักษะจะช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสในภาคการผลิตได้มากขึ้น แม้โลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค AI
อีกหนึ่งโอกาสสำคัญคือ พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีประโยชน์มากกว่าการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะยังช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงาน และเป็นปัจจัยสำคัญในการรองรับเศรษฐกิจ AI ที่ต้องใช้พลังงานจำนวนมาก นอกจากนี้ การลงทุนในพลังงานหมุนเวียนยังมีศักยภาพในการสร้างงาน โดยนายธาร์มานระบุว่า เงินลงทุนจำนวนเท่ากันในพลังงานหมุนเวียนสามารถสร้างงานได้มากกว่าพลังงานฟอสซิลถึง 3 เท่า จึงเป็นอีกภาคส่วนที่ประเทศกำลังพัฒนาสามารถต่อยอดเพื่อสร้างการจ้างงานและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจได้

ขณะเดียวกัน ภาคสาธารณสุขเป็นอีกอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการสร้างงานและมีโอกาสถูก AI ทดแทนได้ยากกว่าในหลายลักษณะงาน เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนายังมีช่องว่างด้านการเข้าถึงบริการสุขภาพเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องยกระดับบริการให้เทียบเท่าประเทศชั้นนำทั้งหมดในทันที เพียงลดช่องว่างลงครึ่งหนึ่งก็อาจต้องการบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มขึ้นอย่างมาก
นายธาร์มาน กล่าวว่า นอกจากนี้ มองว่า AI จะทำให้เส้นแบ่งระหว่างการเป็นลูกจ้างกับการเป็นผู้ประกอบการเลือนรางลง โดยธุรกิจที่เริ่มต้นจากคนเพียงคนเดียว หรือมีทีมงานขนาดเล็ก สามารถนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เข้าถึงเทคโนโลยีและขยายตลาดได้ง่ายขึ้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าในอดีต ส่งผลให้การประกอบธุรกิจขนาดเล็กกลายเป็นรูปแบบหนึ่งของการสร้างงานที่มีความสำคัญมากขึ้น ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา
นายธาร์มาน กล่าวว่า ยกตัวอย่างมณฑลเจ้อเจียงของจีน ซึ่งมีการพัฒนาระบบสนับสนุนธุรกิจที่มีบุคลากรเพียงคนเดียว โดยให้บริการที่เกี่ยวข้องกับ AI แหล่งพลังงาน และบริการวิชาชีพต่าง ๆ ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจได้สะดวกขึ้น แนวทางดังกล่าวยังสามารถต่อยอดเป็นภาคธุรกิจรูปแบบใหม่ที่ช่วยสร้างการเติบโตและการจ้างงานได้อีกทางหนึ่ง
นายธาร์มาน กล่าวว่า ทั้งนี้ การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึง AI และบริการสนับสนุนที่จำเป็น จะช่วยให้คนที่มีแนวคิดทางธุรกิจสามารถเริ่มต้นกิจการและเข้าถึงตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีเงินทุนหรือบุคลากรจำนวนมากเหมือนในอดีต จึงเป็นอีกแนวทางในการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้กว้างขวางขึ้น ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและตลาดแรงงานทั่วโลก



