หน้าแรก เศรษฐกิจ คน.ตรวจสต๊อกค...

คน.ตรวจสต๊อกค้าปลีกค้าส่งใหญ่ กระจายทั่วถึง-สินค้าเต็ม 16 ต.ค. กดปุ่ม ธงฟ้าสู้ภัยน้ำท่วม

12.10.26 | 14:57 น.

คน.ตรวจสต๊อกค้าปลีกค้าส่งใหญ่ ยันค้าขายปกติ กระจายทั่วถึง-สินค้าเต็ม 16 ต.ค. กดปุ่ม “ธงฟ้าสู้ภัยน้ำท่วม”พรึบทั่วประเทศ

วันที่ 12 ตุลาคม นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังตรวจสอบปริมาณสินค้าอุปโภคบริโภคและระบบกระจายสินค้าของผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่ 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์กระจายสินค้าโลตัส เครือบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) และศูนย์กระจายสินค้า TOPS เครือบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ณ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี และตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าที่ TOPS Food Hall สาขาเซ็นทรัล เวสต์เกต และศูนย์กระจายสินค้า CJ MORE ของบริษัท ซี เจ เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด จังหวัดฉะเชิงเทรา ว่า จากการตอบถามผู้บริหารทั้ง 3 แห่ง ได้รับการยืนยันว่าได้เตรียมพร้อมสต๊อกสินค้าที่พอเพียง และระบบกระจายสินค้าไปยังสาขาเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยทุกค้าปลีกระบุได้มีการวางแผนสำรองสินค้าและบริหารจัดการศูนย์กระจายสินค้าล่วงหน้า บางแห่งเพิ่มสต๊อกสินค้าถึง 3 เท่าของระบบปกติ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น สำหรับ CP AXTRA ได้นำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์และบริหารสต๊อก รวมถึงประสานผู้ผลิตให้จัดส่งสินค้าตรงไปยังสาขา เพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มความคล่องตัวในการกระจายสินค้า


นายฉันทพัทธ์ กล่าวว่า ได้กำชับให้ค้าปลีกค้าส่งเร่งฟื้นฟูสาขาที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมให้กลับมาเปิดบริการโดยเร็ว ดูแลให้มีสินค้าและเตรียมบุคลากรเพียงพอ โดยเฉพาะพื้นที่จ.ปราจีนบุรีและจ.กาญจนบุรี เป็นพื้นที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ที่ยังมีปริมาณน้ำมากในหลายพื้นที่ พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการจัดโปรโมชันลดราคาสินค้าจำเป็น และอุปกรณ์ทำความสะอาดบ้าน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลด

นายฉันทพัทธ์ กล่าวอีกว่า นอกจากการดูแลความเพียงพอของสินค้าแล้ว กรมการค้าภายในยังดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพประชาชนผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย ธงฟ้าสู้ภัยน้ำท่วม” โดยเริ่มจัดรถเคลื่อนที่ Mobile และเปิดจุดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดในกรุงเทพมหานคร ส่วนต่างจังหวัดจะจัดจุดจำหน่ายสัปดาห์ละ 3 ครั้ง โดยนำร่อง 3 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม–ธันวาคม 2569 รวม 3,036 ครั้งทั่วประเทศ โดยเริ่มจัดกิจกรรมพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 แบ่งเป็นกรุงเทพ 300 ครั้ง และภูมิภาค 76 จังหวัด รวม 2,736 ครั้ง เพื่อเพิ่มช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาประหยัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยประชาชนลดค่าใช้จ่ายและฟื้นฟูความเป็นอยู่หลังน้ำลด นอกจากนี้จะจัดจำหน่ายใหญ่ระดับจังหวัดและระดับภาค อีก 9 พันครั้ง รวม 12,300 ครั้งทั่วประเทศถึงสิ้นปี 2569

Advertisement

“กรมการค้าภายในได้รับการยืนยันจากผู้ประกอบการห้างค้าส่ง–ค้าปลีกทุกรายว่า มีปริมาณสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และจำหน่ายในราคาที่เหมาะสม โดยแต่ละห้างมีการบริหารจัดการสต๊อกสินค้าและวางแผนกระจายสินค้าอย่างเป็นระบบ รวมถึงเตรียมมาตรการรองรับปัญหาด้านการขนส่งที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งกรมฯ พร้อมประสานแก้ไขปัญหาเพื่อให้สินค้าจำเป็นกระจายถึงประชาชนอย่างทั่วถึง จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่าสามารถซื้อสินค้าได้ตามปกติ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้ากักตุน” นายฉันทพัทธ์ กล่าวและว่า หากประชาชนพบเห็นการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาเกินสมควร ร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1569 หากพบการจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายนพดล ภู่มณี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายบริหารห่วงโซ่อุปทาน บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่าศูนย์กระจายสินค้าบางบัวทอง จะกระจายสินค้าไปทั่วประเทศกว่า 300 สโตร์ ใน 50 จังหวัด ซึ่งสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา TOPS มีสาขาที่ต้องปิดให้บริการชั่วคราว 9 สาขา ในจำนวนนี้เป็นสาขาขนาดใหญ่ประมาณ 3 สาขา ตอนนี้กลับมาเปิดให้บริการครบทุกสาขาแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ในพื้นที่จ.ราชบุรี จ.กาญจนบุรี จ.ปราจีนบุรี จ.ฉะเชิงเทรา อย่างใกล้ชิด ซึ่งยืนยันศูนย์กระจายสินค้ายังมีสินค้าเพียงพอ พร้อมทั้งกำลังคนและรถขนส่งรองรับการเติมสินค้าเข้าสู่สาขาต่าง ๆ โดยบริษัทมีระบบวิเคราะห์และคาดการณ์ความต้องการสินค้า (DC Forecast) พร้อมทีมงานตรวจสอบปริมาณสินค้าเป็นรายวัน และประสานผู้ผลิตให้เตรียมสินค้าเพิ่มเติมตามความต้องการ

อีกทั้งนำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจสอบสถานการณ์น้ำท่วมและวางแผนเส้นทางขนส่งแบบเรียลไทม์ เพื่อให้สามารถจัดส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมถึงเตรียมแผนสำรองศูนย์กระจายสินค้า เช่นปี 2554 ที่ศูนย์กระจายสินค้าบางบัวทองได้รับผลกระทบ ก็จะมีศูนย์กระจายสินค้าสำรองในพื้นที่บางนาและมีนบุรี เพื่อให้การจัดส่งสินค้าไม่หยุดชะงัก โดยศูนย์กระจายสินค้าที่บางบัวทอง จะมีสต๊อกสินค้ารองรับการกระจายประมาณ 23 วัน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีสินค้าที่ขาดสต๊อกและระยะเวลาการกระจายยังเป็นปกติ อาจมีบางสาขาที่ต้องเพิ่มรอบการจัดส่งในช่วงกลางคืน ซึ่งขณะนี้ถือว่าการจัดส่งสินค้าเพียงพอจนกลับมาสู่ปกติแล้ว

ปัจจุบัน ท็อปได้วางแนวทางบริหารความเสี่ยงในระดับปฏิบัติการผ่าน 5 มาตรการสำคัญ เพื่อเพิ่มความพร้อมในการรองรับความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของระบบกระจายสินค้า ได้แก่ เสริมความพร้อมด้านสินค้าจำเป็น เพิ่มความยืดหยุ่นของระบบขนส่ง โดยเพิ่มจำนวนรถขนส่งอีก 30–50% เพื่อรองรับความต้องการสินค้าที่อาจเพิ่มสูงขึ้น เตรียมความพร้อมด้านกำลังคน เพิ่มกำลังพนักงานหยิบสินค้า (Pickers) อีก 30–40% เพื่อรองรับปริมาณคำสั่งซื้อที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤต ยกระดับการบริหารด้วยเทคโนโลยี โดยพัฒนาระบบ Dynamic Automated Replenishment เพื่อปรับปริมาณและความถี่ในการเติมสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละสาขา และนำ AI มาใช้สนับสนุนการวิเคราะห์และวางแผนเส้นทางขนส่ง เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำท่วมหรือเส้นทางที่มีข้อจำกัด อีกทั้ง ต่อยอดบทเรียนน้ำท่วมสู่แผนรับมือวิกฤตระยะยาว มาพัฒนาแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ทั้งนี้ ท็อปส์มีเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าหลัก 4 แห่ง ได้แก่ บางบัวทอง มหาชัย พระราม 3สำหรับรองรับธุรกิจออนไลน์ และ ศูนย์กระจายสินค้าบางนา สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป

น.ส.อรวรรณ ศิริโชติรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสสายงานสื่อสารองค์กรและรัฐสัมพันธ์ ภายใต้ เซ็นทรัล รีเทล ฟู้ด กล่าวว่า ช่วงการซื้อขายมากกว่าปกติในช่วงเกิดสถานการณ์น้ำท่วมช่วงแรก ในปริมาณมากขึ้นและเป็นของใช้จำเป็น เช่น น้ำมัน น้ำดื่ม ข้าวสาร เป็นต้น ส่วนใหญ่ตอนนี้กำลังปกติ ที่ยังติดตามเข้มข้นคือสาขาในปราจีนบุรี ซึ่งก็ยังเปิดได้ตามปกติอยู่ ยังไม่น่าเป็นห่วง แต่ละสาขาจะปรับการเพิ่มสินค้าบางชนิดตามที่พื้นที่ต้องการ ส่วนการตื่นตระหนกซื้อสินค้าไม่มีแล้ว ถือว่าเข้าภาวะปกติแล้ว