หน้าแรก เศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร...

นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก ชี้ไทยต้องเร่งปฏิรูปภาคการผลิต สร้างระบบภาษีเอื้อลงทุนระยะยาว

12.10.26 | 21:10 น.

นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก ชี้ไทยต้องเร่งปฏิรูปภาคการผลิต สร้างระบบภาษีเอื้อลงทุนระยะยาว

เนื่องในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ดร.อาร์เธอร์ บี. ลาฟเฟอร์ (Dr. Arthur B. Laffer) นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายภาษี-การปฏิรูปเศรษฐกิจ ผู้บุกเบิกแนวคิดเศรษฐศาสตร์ด้านอุปทาน (Supply-Side Economics) และผู้คิดค้น “Laffer Curve” ซึ่งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอัตราภาษีกับรายได้ภาครัฐ ได้ให้สัมภาษณ์เพื่อสะท้อนมุมมองต่อความท้าทายของเศรษฐกิจไทย พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุน และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว


เมื่อถูกถามถึงการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการที่สหรัฐอเมริกาใช้มาตรการภาษีศุลกากร การอุดหนุนอุตสาหกรรม และนโยบายความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการค้า ห่วงโซ่อุปทาน และการลงทุนของไทยนั้น ดร.ลาฟเฟอร์มองว่า ประเทศต่างๆ ไม่ควรใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการไล่ตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายของประเทศอื่น เพราะจะทำให้สูญเสียทิศทางการพัฒนาของตนเอง

ดร.ลาฟเฟอร์ ระบุว่า นโยบายที่ดีที่สุดในระยะยาวคือ นโยบายที่ช่วยส่งเสริมการออม การลงทุน การผลิต และการจ้างงานอย่างยั่งยืน โดยประกอบด้วยสิ่งที่เขาเรียกว่า “เสาหลักแห่งความมั่งคั่ง 5 ประการ” ได้แก่ อัตราภาษีที่เหมาะสม การควบคุมรายจ่ายภาครัฐ วินัยทางการเงิน กฎระเบียบที่ไม่เป็นภาระเกินจำเป็น และการค้าเสรี

ดร.ลาฟเฟอร์เห็นว่า ไทยไม่จำเป็นต้องตอบโต้ประเทศอื่นด้วยมาตรการภาษีหรือกำแพงการค้า เพราะการจำกัดการค้าไม่ได้ช่วยลดความเสียหาย แต่กลับเพิ่มต้นทุนให้แก่ผู้บริโภคและภาคธุรกิจ พร้อมลดประโยชน์ที่เกิดจากการแข่งขันและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

Advertisement

การเติบโตต่ำของไทย สะท้อนปัญหาเชิงนโยบายมากกว่าปัจจัยภายนอก
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนที่เติบโตได้รวดเร็วยิ่งกว่า ไทยยังคงเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ดร.ลาฟเฟอร์มองว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากโครงสร้างภาษีและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ยังไม่สามารถดึงดูดเงินลงทุนได้เท่าที่ควร โดยเฉพาะเมื่อไทยต้องแข่งขันกับประเทศอย่างเวียดนาม ลาว หรือกัมพูชาในการดึงดูดเงินทุนระหว่างประเทศ
เชิงโครงสร้างที่ไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นสังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนสูง หรือผลิตภาพแรงงานที่เติบโตช้า ล้วนเป็น “ผลลัพธ์” ของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ มากกว่าจะเป็นต้นเหตุของปัญหา

“เมื่อคนมองอนาคตแล้วไม่เห็นโอกาสทางเศรษฐกิจมากนัก พวกเขาก็มีแนวโน้มมีบุตรน้อยลง เมื่อการลงทุนมีจำกัด ผลิตภาพแรงงานก็ย่อมเพิ่มขึ้นได้ยาก และเมื่อโอกาสในการสร้างรายได้ไม่เพียงพอ หนี้ก็จะกลายเป็นภาระแทนที่จะเป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่ง สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนว่าประเทศมีแนวนโยบายที่ส่งเสริมการเติบโตอย่างจริงจังและต่อเนื่องในระยะยาว

สิ่งที่นักลงทุนต้องการ ไม่ใช่สิทธิประโยชน์เฉพาะกิจ แต่คือสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อธุรกิจ
ในประเด็นการดึงดูดการลงทุน ดร.ลาฟเฟอร์เห็นว่า การแข่งขันในยุคปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับมาตรการส่งเสริมการลงทุนเฉพาะโครงการเพียงอย่างเดียว “หลักเศรษฐศาสตร์ที่ส่งเสริมการเติบโตระบุชัดเจนว่า อัตราภาษีที่ต่ำลงสำหรับกิจกรรมการผลิต รวมถึงแรงจูงใจที่เหมาะสมในการทำงานและการลงทุน จะช่วยเพิ่มผลผลิต การจ้างงาน และผลิตภาพของระบบเศรษฐกิจ”

ในขณะเดียวกัน วัตถุประสงค์ของระบบภาษีที่ดีควรเป็นการจัดเก็บรายได้ตามความจำเป็นของภาครัฐโดยก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจน้อยที่สุด ดังนั้น ระบบภาษีที่ดีควรมีฐานภาษีที่กว้าง อัตราภาษีที่ไม่สูงเกินไป และลดจำนวนข้อยกเว้น การหักลดหย่อน หรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่อาจบิดเบือนการตัดสินใจทางเศรษฐกิจหรือสร้างแรงจูงใจให้หลีกเลี่ยงภาษี

นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐควรมุ่งเน้นโครงการที่ภาคเอกชนไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยตนเอง และให้ความสำคัญกับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง

ท้ายที่สุด ดร.ลาฟเฟอร์ มองว่าทั้ง “ขนาด” และ “องค์ประกอบ” ของนโยบายภาษีและการใช้จ่ายภาครัฐต่างมีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะนโยบายที่เสริมสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจย่อมหนุนให้เกิดการจ้างงาน การลงทุน และการผลิต ขณะที่นโยบายที่ออกแบบไม่ดีอาจส่งผลในทางตรงกันข้าม

การอุดหนุนและสิทธิพิเศษทางภาษี ไม่ใช่การส่งเสริมตลาด แต่คือการแทรกแซงตลาด
สำหรับนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ หรืออุตสาหกรรมเป้าหมายอื่นๆ ผ่านมาตรการอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้น ดร.ลาฟเฟอร์เห็นว่า มาตรการเหล่านี้เป็นรูปแบบหนึ่งของการแทรกแซงกลไกตลาดภาครัฐ ซึ่งขัดแย้งกับหลักการเศรษฐกิจตลาดเสรี และมักมีข้ออ้างว่าต้องการแก้ไข “ความล้มเหลวของตลาด” แต่ในหลายกรณี รัฐบาลกลับกลายเป็นผู้กำหนดว่าใครควรเป็นผู้ได้ประโยชน์จากทรัพยากรสาธารณะ

“รัฐบาลไม่ควรทำหน้าที่เลือกผู้ชนะและผู้แพ้ในตลาด หน้าที่สำคัญคือสร้างกติกาที่ดี แล้วปล่อยให้ภาคธุรกิจและประชาชนตัดสินใจจัดสรรทรัพยากรไปยังโอกาสที่มีศักยภาพสูงที่สุด”

ฟื้นฐานะการคลังด้วยการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นระยะสั้น
ในมุมมองต่อการบริหารการคลังของไทย ดร.ลาฟเฟอร์ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญจากสังคมสูงวัย ขณะที่พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) มีจำกัด ไม่เพียงพอต่อการรองรับสังคมสูงวัย เขาเตือนว่าการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฝั่งอุปสงค์ในวงกว้างอาจไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสม เนื่องจากระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงอยู่แล้วเป็นปัจจัยจำกัดกำลังซื้อของประชาชน

ดร.ลาฟเฟอร์ เสนอให้ไทยจัดทำกรอบการคลังระยะกลางแบบหลายปีที่มีกฎหมายรองรับ พร้อมกำหนดเป้าหมายการขาดดุลงบประมาณอย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นด้านวินัยการคลัง รักษาความน่าเชื่อถือทางการเงินของประเทศ และช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐ
ในด้านรายได้ภาครัฐ เขาเสนอให้ทยอยปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจากระดับชั่วคราว 7% ไปสู่อัตราตามกฎหมายที่ 10% โดยค่อยเป็นค่อยไป อีกทั้งยังควรขยายฐานภาษีเงินได้ผ่านการทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการหักลดหย่อนที่ไม่จำเป็น รวมถึงปรับปรุงระบบจัดเก็บภาษีให้ทันสมัยเพื่อป้องกันการรั่วไหลและนำกิจกรรมทางเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น

ด้านรายจ่ายภาครัฐ เขาเสนอให้ทยอยยกเลิกมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานและสินค้าเกษตรที่ก่อให้เกิดการบิดเบือนตลาด และนำงบประมาณไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของประเทศในระยะยาวและดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ เขายังเสนอให้ปฏิรูประบบการเกษียณอายุของภาครัฐ ควบคู่ไปกับการปรับระบบสาธารณสุขให้เน้นการป้องกันโรคและการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น เพื่อช่วยลดภาระงบประมาณที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในอนาคต

หนุนเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี
ดร.ลาฟเฟอร์เสนอว่า “ไทยควรมุ่งสู่ระบบภาษีที่เรียบง่าย ครอบคลุม และสามารถสร้างรายได้อย่างเพียงพอ โดยไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน การออม การลงทุน และการผลิต”

สำหรับภาษีเงินได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เขาเห็นว่าควรใช้อัตราที่สามารถแข่งขันได้ มีฐานภาษีที่กว้าง และลดข้อยกเว้นหรือสิทธิประโยชน์พิเศษต่างๆ ลง

สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม เขามองว่าเป็นเครื่องมือที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่ภาครัฐโดยส่งผลกระทบต่อการลงทุนน้อยกว่าภาษีหลายประเภท หากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องหารายได้เพิ่มเติม ก็ควรพิจารณาขยับอัตรา VAT ไปสู่ระดับ 10% ตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมใช้มาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเพื่อดูแลผู้มีรายได้น้อย แทนการยกเว้นภาษีในวงกว้าง

ส่วนภาษีสรรพสามิตนั้น เขาเน้นว่าผู้กำหนดนโยบายควรคำนึงถึงพฤติกรรมตอบสนองของผู้บริโภค เพราะการขึ้นภาษีไม่ได้หมายความว่ารัฐจะเก็บรายได้ได้มากขึ้นเสมอไป หากภาษีที่สูงขึ้นทำให้ผู้บริโภคหันไปหลีกเลี่ยงภาษี เปลี่ยนสินค้า หรือหันไปสู่ตลาดผิดกฎหมาย

พร้อมยกกรณีตัวอย่างภาษีบุหรี่ของประเทศไทย ซึ่งใช้ระบบภาษีสองอัตรา และอยู่ระหว่างการถกเถียงว่าควรปรับเป็นระบบอัตราเดียวหรือไม่ ดร.ลาฟเฟอร์ให้ความเห็นว่า ไทยควรปรับไปสู่ระบบภาษีบุหรี่อัตราเดียว เพื่อลดความซับซ้อนของระบบภาษี และลดแรงจูงใจในการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อให้เข้าเกณฑ์ภาษีที่ต่ำกว่า

ดร.ลาฟเฟอร์ยังระบุว่า การจัดเก็บภาษีตามปริมาณ (Specific Taxation) สามารถช่วยให้รัฐบาลคาดการณ์รายได้ภาษีได้แม่นยำมากขึ้น และลดแรงจูงใจให้ผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้บุหรี่ราคาถูกเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี

อย่างไรก็ตาม ดร.ลาฟเฟอร์ มองว่าหากผลิตภัณฑ์ต่างประเภทมีระดับความเสี่ยงต่อสุขภาพแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ อัตราภาษีก็ควรสะท้อนความแตกต่างดังกล่าว เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ทางเลือกที่มีความเสี่ยงลดลง

ดร.ลาฟเฟอร์ย้ำว่า แนวทางดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีเสมอไป หากออกแบบอย่างเหมาะสม อาจช่วยขยายฐานภาษีและสนับสนุนการเติบโตของรายได้ภาครัฐในระยะยาว