IMF ชี้ ตลาดเอเชียเติบโตโดดเด่น คาด GDP ไทยขยายตัว 2.1%
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ซิลวานา เทนเรย์โร (Silvana Tenreyro) ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่า ภูมิภาคเอเชียมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุด โดยมีปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนที่คล้ายกันคือ กระแสการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีบทบาทอย่างมากในเอเชีย ส่งผลให้ IMFปรับเพิ่มตัวเลขการประมาณการด้านเศรษฐกิจของหลายประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะเกาหลีใต้ สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และในระดับหนึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย

พร้อมกล่าวว่า ภูมิภาคเอเชียได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจได้อย่างโดดเด่น แม้ว่าหลายประเทศจะไม่ได้เป็นผู้ส่งออกพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ แต่กระแสการเติบโตของ AI ก็มีแรงส่งมากพอที่จะชดเชยผลกระทบเชิงลบและแรงกดดันจากตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยมีจีนและอินเดียเป็นประเทศที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในภูมิภาค ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจอินเดียจะเติบโตถึง 7% ในปีนี้ ขณะที่เศรษฐกิจจีนคาดว่าจะเติบโต 4.5% ในปีนี้ และ 4% ในปีหน้า
ต่อสถานการณ์เศรษฐกิจของไทย เทนเรย์โรกล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับภาวะเงินฝืด ทว่า ในปีนี้คาดว่าไทยจะสามารถหลุดพ้นจากภาวะเงินฝืดได้ และผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ของไทยจะขยายตัว 2.1% ในปีนี้ และ 2.1% ในปีหน้า ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในปีนี้ก็คาดว่าจะอยู่ที่ 2.1% เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ในปีหน้า มีแนวโน้มว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดลงมาอยู่ที่ 1.7%
เทนเรย์โรระบุว่า ความเสี่ยงจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นอาจซ้ำเติมเศรษฐกิจโลก โดย IMF จำลองสถานการณ์ที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และเพิ่มขึ้น 17% และ 40% ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ หากเกิดแรงกดดันเพิ่มเติมจากต้นทุนการกู้ยืมภาครัฐระยะยาวและการคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้น การเติบโตของทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศตลาดเกิดใหม่ในปี 2570 อาจต่ำกว่าประมาณการพื้นฐาน 0.5–0.6 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่เงินเฟ้อจะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
IMF จึงเน้นย้ำว่า ประเทศที่มีหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณสูงจำเป็นต้องเริ่มปรับฐานะการคลัง เพื่อให้การขาดดุลและหนี้สาธารณะมีแนวโน้มลดลง พร้อมฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลังไว้รองรับวิกฤตในอนาคต หากจำเป็นต้องช่วยเหลือประชาชน มาตรการควรมีระยะเวลาจำกัดและมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเปราะบาง แทนการใช้งบประมาณในวงกว้างจนเพิ่มแรงกดดันต่อราคาและฐานะการคลัง
ขณะเดียวกัน นโยบายการเงินต้องให้ความสำคัญกับเสถียรภาพด้านราคา โดยธนาคารกลางจำเป็นต้องรักษาระดับความเข้มงวดของนโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์เงินเฟ้อและเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ พร้อมคงความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบาย
สำหรับไทย ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรักษาแรงส่งจาก AI หรือประคองอัตราการเติบโตให้เป็นไปตามประมาณการ แต่ต้องเพิ่มความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกจากภายนอก ทั้งราคาพลังงาน ความผันผวนของตลาดการเงิน และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการสร้างพื้นที่ทางการคลัง รักษาเสถียรภาพทางการเงิน และยกระดับผลิตภาพของภาคธุรกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ทั้งนี้ เทนเรย์โรเน้นย้ำสาระสำคัญทิ้งท้ายว่า เศรษฐกิจโลกยังมีความยืดหยุ่นและสามารถรับมือกับแรงกระแทกได้ แต่ความสามารถในการรับมือดังกล่าวกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัด ดังนั้น ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องเปลี่ยนจากการมุ่งเพียงประคับประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นสถานการณ์ ไปสู่การฟื้นฟูความสามารถในการรองรับความเสี่ยงในระยะยาว สิ่งสำคัญคือการฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลัง และเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านอุปทาน โดยแต่ละประเทศต้องพิจารณาว่าจุดอ่อนหรือปัจจัยนำเข้าที่สำคัญของตนอยู่ตรงไหน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานหรือปัจจัยการผลิตสำคัญอื่น ๆ
“นี่คือสิ่งที่ทุกประเทศต้องดำเนินการ เพื่อให้เศรษฐกิจมีความพร้อมและสามารถเติมเต็มความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทก ก่อนที่ความเสี่ยงระลอกใหม่จะเกิดขึ้น”



