เอกนิติ ชูบทบาทไทย ‘ตัวกลางแห่งความไว้วางใจ’ ดันสร้างสะพานเชื่อมการค้าอาเซียน
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยบนเวที Thai Minister of Finance Flagship Event – Building Resilience in a Fragmented World ภายในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพเป็นหลัก ไปสู่การสร้างความมั่นคงและกระจายความเสี่ยง โดยผลกระทบจากความแตกขั้ว ส่งผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ การค้า ตลาดการเงิน และการลงทุน
นายเอกนิติ กล่าวว่า ในด้านการค้า ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ โดยนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางประมาณ 50% แต่ได้ปรับเปลี่ยนแหล่งนำเข้าไปยังแอฟริกาตะวันตกและลาตินอเมริกา สะท้อนให้เห็นว่าการค้าโลกยังสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางและหาแหล่งนำเข้าทดแทนได้ แม้จะเผชิญอุปสรรคมากขึ้น ขณะที่ตลาดการเงิน ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นประมาณ 60 จุดพื้นฐานในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา เทียบกับสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 120 จุดพื้นฐาน สะท้อนถึงความสำคัญของวินัยทางการคลังและเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค

นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับด้านการลงทุน คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในไทยช่วงครึ่งแรกของปีเพิ่มขึ้น 47% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวมากกว่า 10% ติดต่อกัน 2 ไตรมาส โดยไทยต้องใช้โอกาสจากการย้ายฐานการลงทุนและการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงดึงดูดเงินทุน แต่ต้องเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นทักษะ เทคโนโลยี และโอกาสของคนไทย ผ่านการเชื่อมโยงนักลงทุนต่างชาติกับผู้ประกอบการในประเทศ มหาวิทยาลัย และการพัฒนาทักษะแรงงาน เช่น โครงการ Skill Bridge พร้อมกำหนดให้การลงทุนใหม่เชื่อมโยงกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการฝึกอบรมคนไทย
นายเอกนิติ กล่าวว่า ในฐานะประเทศขนาดกลาง ไทยสามารถทำหน้าที่เป็น “ตัวกลางที่ได้รับความไว้วางใจ” เชื่อมโยงประเทศขนาดใหญ่และขนาดเล็ก รวมถึงใช้ความร่วมมือในอาเซียนเปลี่ยนความแตกต่างด้านทรัพยากรให้เป็นความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ เช่น การเชื่อมโยงแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังน้ำของลาวกับความต้องการพลังงานของสิงคโปร์ โดยมีไทยและมาเลเซียเป็นสะพานเชื่อม พร้อมย้ำว่าการสร้างความไว้วางใจต้องเกิดขึ้นทั้งในระดับนานาชาติและภายในประเทศ เพื่อให้ประชาชนและธุรกิจท้องถิ่นได้รับประโยชน์จากการลงทุน
นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศในกลุ่มอาเซียนจำเป็นต้องร่วมมือกันให้มากขึ้น เนื่องจากสัดส่วนการค้าระหว่างกันภายในกลุ่มอาเซียน ยังมีเพียงประมาณ 22% เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับสหภาพยุโรป (EU) ที่สูงถึง 60% ดังนั้น ประเทศในกลุ่มอาเซียนจึงมีความจำเป็นต้องสร้างสะพานทำงานเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างกันทั้งด้านการค้าและการลงทุน สร้างกรอบความร่วมมือเพื่อสร้างภูมิคุ้มรับแรงกระแทกและเผชิญกับโลกในขอบฟ้าใหม่
นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะเดียวกต้องขยายกรอบความร่วมมือนี้สู่ทวีปอื่นๆด้วย เช่น ทวีปยุโรป เพราะเราไม่ควรจำกัดกรอบความร่วมมือไว้เพียงแค่ในระดับภูมิภาคเท่านั้น พร้อมทั้งผลักดันการขยายความตกลงการค้าเสรี (FTAs) กับยุโรป ควบคู่ไปกับการอาศัยบทบาทของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IFIs) เช่น ไอเอ็มเอฟ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) รวมถึงการสร้างฟอรัมความร่วมมือระหว่างอาเซียนและยุโรป
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ความเสี่ยงรอบด้านในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตโรคระบาด วิกฤตการเงินโลก รวมถึงสงครามการค้าและสงครามรูปแบบต่างๆ กำลังบีบให้เราต้องทำงานร่วมกันอย่างหนักเพื่อสร้างความยืดหยุ่น ยิ่งในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเกิดความผันผวนหรือวิกฤตได้ทุกเมื่อ อาเซียนจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมและเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะ (Digital Public Infrastructures) เข้าด้วยกัน ซึ่งปัจจุบันเรามีกรอบความตกลงด้านเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Framework) ร่วมกันแล้ว เพื่อช่วยเพิ่มความต้านทานต่อแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ
นายเอกนิติ กล่าวว่า หากเรายังคงเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจแบบเปิด เสรีภาพทางการค้าและการลงทุน โลกควรหันมาร่วมมือกันเพื่อหาทางยกระดับผลิตภาพของประชาชน ท่ามกลางยุคสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและวิกฤตการณ์ต่างๆ เราจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อเสริมสร้างพลังให้แก่ประชาชนในระดับรากหญ้า ไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทย อาเซียน ยุโรป หรือภูมิภาคอื่นๆ เพื่อร่วมกันฟื้นฟูระเบียบการค้าระหว่างประเทศให้กลับคืนมา




