‘เอกนิติ’ ปลื้ม IMF- World Bank ตอบรับไทยดีเกินคาด ยอดลงทะเบียนเกือบ 2 หมื่น สูงสุดตั้งแต่จัดมา ผนึกเอกชนปั๊มจีดีพีไม่ต่ำกว่า 3%พลัส
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank-IMF Annual Meetings) ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และผู้นำด้านเศรษฐกิจ การคลัง และการเงินจากทั่วโลก โดยมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานจากต่างประเทศเกือบ 20,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดนับตั้งแต่เคยจัดการประชุมดังกล่าวมา สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับนานาชาติ ทั้งนี้ ประธานธนาคารโลกและกรรมการผู้จัดการใหญ่ IMF ต่างกล่าวชื่นชมรัฐบาลและประชาชนไทยที่ร่วมกันจัดงานได้เป็นอย่างดี
นายเอกนิติ กล่าวว่า บทบาทของไทยในช่วง 2 วันที่ผ่านมา มีความสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ การสร้างความเชื่อมั่นในฐานะเจ้าภาพจัดงานระดับโลก ผ่านการบริหารจัดการตามมาตรฐานสากล และการนำเสนอวาระด้านเศรษฐกิจ การคลัง และการเงินของไทยสู่เวทีโลก โดยการจัดงานครั้งนี้ยังสะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมไทย ผ่านผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น ผ้าไทยและผ้าขาวม้า ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมประชุมต่างชาติ และเป็นโอกาสเผยแพร่สินค้าไทยสู่ตลาดโลก
นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับการผลักดันวาระเศรษฐกิจไทยบนเวทีโลก วันแรกหนึ่งในเวทีสำคัญคือหัวข้อ Small AI Big Job ซึ่งธนาคารโลกจัดขึ้นเพื่อหารือถึงการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ช่วยเหลือประชาชน เพิ่มโอกาสการจ้างงาน และยกระดับคุณภาพชีวิต โดยไทยได้นำเสนอตัวอย่างโครงการไทยช่วยไทย และเอไอนกกระซิบขึ้นมาฉายบนเวทีโลก ซึ่งได้รับความสนใจจากหลายประเทศในการนำแนวทางของเอไอนกกระซิบไปประยุกต์ใช้
นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนวันนี้ไทยยังเป็นเจ้าภาพจัดเวที Building Resilience in a Fragmented World โดยมีกรรมการผู้จัดการใหญ่ IMF ประธานธนาคารโลก และรัฐมนตรีคลังฟินแลนด์เข้าร่วม เพื่อแสดงบทบาทของไทยในฐานะประเทศที่เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และความขัดแย้งทางทหาร โดยไทยนำเสนอบทบาทการเป็น Trusted Connector หรือประเทศที่ได้รับความไว้วางใจและสามารถเชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ เข้าด้วยกันในโลกที่มีความแตกแยกมากขึ้น
นายเอกนิติ กล่าวว่า และอีกหนึ่งเวทีสำคัญเป็นการถอดบทเรียนพัฒนาการเศรษฐกิจไทยระหว่างปี 2534-2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลา 35 ปีนับจากการจัดประชุม World Bank-IMF ในไทยครั้งก่อน โดยนำบทเรียนจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 มาประกอบการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต เพื่อรักษาเสถียรภาพและสร้างการเติบโตที่มั่นคง ยั่งยืน และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันเศรษฐกิจไทยเข้าสู่การเติบโตรอบใหม่
นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนในวันที่ 14 ตุลาคม จะมีการนำเสนอ Bangkok Blueprint โดยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งต่อยอดจากจุดแข็งของไทยด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการปราบปรามอาชญากรรมทางการเงิน โดยเฉพาะการจัดการบัญชีม้าและแก๊งสแกมเมอร์ รวมถึงการเชื่อมโยงหน่วยงานภายในประเทศ เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ธปท. และตำรวจ เพื่อขยายความร่วมมือไปสู่ระดับนานาชาติ เนื่องจากปัญหาการหลอกลวงประชาชนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก
สำหรับแนวทางความร่วมมือระหว่างประเทศ จะมุ่งเชื่อมโยงระบบดิจิทัล การกำกับดูแล และมาตรฐานสากล เพื่อให้ประชาชนใช้บริการทางการเงินดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย พร้อมยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินข้ามพรมแดน โดยเฉพาะการปิดช่องโหว่ที่มิจฉาชีพใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเครื่องมือ รวมถึงการนำมาตรฐานสากลด้านการรายงานธุรกรรมมาใช้ในการกำกับดูแล
นายเอกนิติ กล่าวถึงกรณี IMF ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยขึ้นเป็น 2.1% ว่า แม้เป็นสัญญาณที่ดี แต่เชื่อว่าไทยยังมีศักยภาพเติบโตได้มากกว่านี้ หากดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่มีการลงทุนเป็นตัวนำ หรือ Investment-led Growth เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว โดยต้องเชื่อมโยงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ากับการพัฒนาทักษะแรงงานไทย เพื่อให้ประชาชนมีความสามารถสูงขึ้นและมีรายได้ดีขึ้น ไม่ใช่เพียงนำเงินลงทุนเข้ามาเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ต้องผลักดันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุน โดยต่อยอดจากความสำเร็จในอุตสาหกรรมยานยนต์ ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ เช่น AI เกษตรสมัยใหม่ การผลิตอาหาร และบริการทางการแพทย์ ซึ่งเป็นสาขาที่ไทยมีศักยภาพและสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดโลกได้
“มั่นใจว่า หากเราดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบนี้อย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยจะกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง โดยรัฐบาลร่วมกับภาคเอกชนตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ไม่ต่ำกว่า 3% หรือ 3% พลัส ในปีนี้ และจะพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด” นายเอกนิติกล่าว



