หน้าแรก เศรษฐกิจ ปักหมุด ‘ยะลา...

ปักหมุด ‘ยะลา’ ยุคใหม่ สลัดภาพเมืองใต้สุดสยาม ขึ้นแท่น ‘มหานคร GI’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยของดีท้องถิ่น

14.10.26 | 15:40 น.

‘ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน’ หลายคนน่าจะคุ้นหูคำขวัญนี้ดีเวลาพูดถึง ‘ยะลา’ จังหวัดชายแดนใต้สุดของไทย ทว่าภายใต้ทิวเขา สายลม และผืนดินของเมืองนี้ มีความลับธรรมชาติซ่อนอยู่อย่างน่าอัศจรรย์ ดินที่อุดมด้วยแร่ธาตุ อากาศบริสุทธิ์ และแหล่งน้ำสะอาด ไร้คราบสนิม ปัจจัยเหล่านี้ร่วมกันบ่มเพาะผลผลิตทางการเกษตรของยะลาให้มีรสชาติอร่อยและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ชนิดที่หาจากเมืองไหนในโลกก็เลียนแบบไม่ได้


วันนี้ เทศบาลนครยะลา กำลังนำต้นทุนทางธรรมชาติมาเจียระไนผ่านกลไก สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI: Geographical Indication) เพื่อเปลี่ยนผลผลิตท้องถิ่นให้กลายเป็น Soft Power ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยกระดับชีวิตเกษตรกร พร้อมเปิดเมืองให้ทุกคนเดินทางมาพิสูจน์ด้วยตัวเองว่า ‘ยะลามหานคร GI’ มีดีสมคำเล่าขานเพียงใด

กลยุทธ์ปั้น ‘ยะลามหานคร GI’ เปลี่ยนต้นทุนธรรมชาติเป็น Soft Power

Advertisement

พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา

พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นและแนวคิดในการใช้ GI เป็นเครื่องมือพัฒนาเมืองว่า สินค้า GI ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เพราะต้องอาศัยสภาพแวดล้อมเฉพาะถิ่น ทั้งอุณหภูมิที่พอเหมาะตลอดปี ดินที่ดี และแหล่งน้ำสะอาด ซึ่งทั้งหมดนี้คือ DNA ของยะลาที่ไม่มีเมืองไหนเลียนแบบได้

แม้ปัจจุบันผลผลิตมวลรวมภาคการเกษตร (GPP) ของยะลาในปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 17,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากยางพาราและทุเรียน และยังมีมูลค่าไม่สูงนักเมื่อเทียบกับจังหวัดใกล้เคียง แต่การนำ GI มาทำแบรนด์ดิ้งจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเมืองได้อย่างมหาศาล

“สินค้า GI มันเป็นลักษณะเฉพาะที่เกิดมาจากสิ่งแวดล้อม เช่น ภูมิอากาศ ดิน น้ำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยะลามีความได้เปรียบและเป็นต้นทุน ผลผลิตทางการเกษตรของเราจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ใครก็ก๊อปปี้ไม่ได้ มันคือ Soft Power ที่แท้จริง”

ถ้าพูดถึงผลไม้ GI ยะลา ‘ส้มโชกุนเบตง’ ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดมาก เพราะเป็นส้มในประเทศที่แพงที่สุดในไทย ราคาขายสูงถึงกิโลกรัมละ 160 บาท หรือเฉลี่ยตกลูกละเกือบ 30 บาท จุดเด่นคือกลิ่นหอมอโรมาตามธรรมชาติที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง

เช่นเดียวกับ ‘ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา’ ที่ปลูกบนพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 300 เมตรขึ้นไป ทำให้เนื้อทุเรียนมีความแห้งเนียน สีเหลืองเข้ม มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และมีความมันอร่อยลงตัว  รวมถึงทุเรียนพันธุ์อื่นๆ เช่น ทุเรียนก้านยาว ทุเรียนหนามดำ(โอวฉี่) การรวบรวมทุเรียนเกือบ 40 สายพันธุ์ และการคัดสรรกลุ่ม ‘ทุเรียน 8 เซียน’ มาเอาใจผู้บริโภค  1. ยาวลิ้นจี่เบตง (อำเภอเบตง) 2. ไข่มุกเบตง (อำเภอเบตง) 3. ทองลาบูยะหา (อำเภอยะหา) 4. ทองย้อยฉัตร 5. ก้านยาวกรงปินัง (อำเภอกรงปินัง) 6. นกทอง 7. นกเปีย 8. บ้านเกะรอ (อำเภอกรงปินัง) นอกจากนี้ ยะลายังมี มังคุดในสายหมอกเบตง และ กล้วยหินบันนังสตา ที่ถ้านำไปปลูกที่อื่นเนื้อจะไม่เหนียวนุ่มเหมือนปลูกในดินยะลา หรือบันนังสตา

“ไม่ใช่แค่ผลไม้ ยะลายังมีสัตว์น้ำ GI เช่น ปลานิลสายน้ำไหลเบตง ปลาพลวงชมพู รวมแล้วยะลามีสินค้า GI เฉพาะถิ่นเยอะมาก ซึ่งถือเป็นจังหวัดที่มีสินค้า GI หลากหลายที่สุดแห่งหนึ่งในไทย

“คำว่า มหานคร GI ยะลา คือไม่มีเมืองไหนในประเทศไทยที่มี GI มากเท่ากับยะลา เรามีตั้งแต่ผลไม้ไปจนถึงสัตว์น้ำ ซึ่งหลายจังหวัดอาจมีแค่หนึ่งหรือสองอย่าง แต่ที่ยะลาผลผลิตทุกตัวเราทำ GI ได้หมด”

ราชาผลไม้แห่งเมืองใต้ ส่ง ‘ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา’ คุณภาพพรีเมียม มัดใจคนกินทั่วโลก

หากมองในมุมของศักยภาพการผลิต ยะลาถือเป็นศูนย์กลางกระจายผลไม้ของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ มีพื้นที่ปลูกทุเรียนกว้างขวางเป็นอันดับ 6 ของประเทศ รวมกว่า 100,000 ไร่ ในปีนี้มีผลผลิตทุเรียนประมาณ 90,000 ตัน และคาดว่าปีหน้าจะทะลุ 100,000 ตัน ถ้าผลผลิตจากพื้นที่ใกล้เคียงส่งเข้ามา ตลาดยะลาจะมีปริมาณทุเรียนหมุนเวียนสูงถึง 200,000 ตัน

เพื่อรองรับปริมาณผลผลิตมหาศาล ยกระดับสู่ตลาดพรีเมียม และขยายโอกาสส่งออกไปจีนผ่านกลไกท้องถิ่นเชื่อมท้องถิ่น (Local to Local) เทศบาลนครยะลา จึงจับมือกับ ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อควบคุมการผลิตทุเรียนคุณภาพ พร้อมทั้งนำนวัตกรรมกล่องบรรจุภัณฑ์ระดับโลกจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาใช้ยืดอายุการเก็บรักษา ป้องกันเนื้อเละ และคงความสดใหม่จนถึงมือผู้ซื้อ

“ขณะนี้เรากำลังเจรจา กำลังนัดทำ MOU กับภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่จะทำทุเรียนให้มีคุณภาพ โดยเชิญอาจารย์ที่มีความชำนาญเข้ามา เราพยายามที่จะสร้างต้นแบบของทุเรียนคุณภาพขึ้นมา เพื่อจะให้ท่านมั่นใจว่าทุเรียนยะลาก็เป็นทุเรียนคุณภาพ แล้วก็พยายามลดสารเคมีให้น้อยที่สุด”

จุดแข็งสำคัญอีกประการคือ สวนทุเรียนส่วนใหญ่อยู่บนภูเขา เกษตรกรจึงใช้สารเคมีน้อยมาก ผลไม้จึงมีความเป็นออร์แกนิกสูงและไร้การย้อมสีหนาม แต่ก็อาจมีปัญหาเรื่องหนอนเจาะทุเรียนที่สร้างความกังวลให้ผู้ซื้อและล้ง เทศบาลนครยะลาจึงนำเทคโนโลยีอย่างเครื่องเอกซเรย์และระบบซีทีสแกน (CT Scan) มาใช้ตรวจสแกนทุเรียนก่อนส่งออก เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค สอดคล้องกับเป้าหมายการเป็นเมืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon City) ที่เน้นการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ซูเปอร์ฟู้ดทุ่งนาบุดี ‘ข้าวหอมมือลอ’ พลิกนาร้างสร้างเศรษฐกิจ

นอกจากขุมทรัพย์สายผลไม้และสัตว์น้ำแล้ว ข้าวพื้นเมืองอย่าง ‘ข้าวหอมมือลอ’ ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรปลูกข้าวพื้นเมืองปลอดสารพิษ ต.บุดี อ.เมือง จ.ยะลา ก็มีเรื่องราวการเดินทางที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

จุดเริ่มต้นของการยกระดับข้าวพันธุ์นี้ เกิดขึ้นเมื่อเทศบาลนครยะลา จับมือร่วมกับ กรมการข้าว และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวปัตตานี ชวนกันนำข้าวพันธุ์พื้นเมืองกว่า 20 สายพันธุ์ที่ปลูกอยู่ในทุ่งนาบุดีมาศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง โดยตั้งเป้าว่าจะคัดเลือกสายพันธุ์ให้บริสุทธิ์ (Purify) ซึ่งปกติแล้วต้องใช้เวลาดูแลและคัดสรรต่อเนื่องราวๆ 5 ปี เพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวที่นิ่งที่สุดและไม่เพี้ยนไปจากเดิม

แต่พอลงมือทำไปได้เพียง 2 ปี ศูนย์วิจัยข้าวกลับเจอเรื่องน่าประทับใจ เมื่อผลตรวจในห้องแล็บชี้ชัดว่า ข้าวหอมมือลอมีคุณค่าทางโภชนาการสูงที่สุด เมื่อนำไปเทียบกับข้าวพื้นเมืองของภาคใต้สายพันธุ์อื่นๆ ที่นำมาทดสอบร่วมกันกว่า 40 สายพันธุ์

“ศูนย์วิจัยข้าวที่หนองจิกได้มาเล่าให้ฟังว่า จากสิ่งที่ไปค้นพบ กลายเป็นข้าวหอมมือลอมีคุณค่าโภชนาการสูงที่สุดเมื่อเทียบกับอีก 40 สายพันธุ์ในภาคใต้ทั้งหมดในหลายจังหวัด จึงมาคุยกันว่าเราจะเอาข้าวหอมมือลอมาจดทะเบียนเป็น GI เฉพาะ เนื่องจากเป็นข้าวพื้นเมืองที่อยู่ในพื้นที่”

จากผลวิจัยดังกล่าว เทศบาลนครยะลาจึงวางแผนดันข้าวหอมมือลอเข้าสู่ตลาดคนรักสุขภาพ ตลาดนักท่องเที่ยว และส่งออกไปมาเลเซีย พร้อมช่วยฟื้นฟูความมั่นคงทางอาหารในท้องถิ่น ปัจจุบันมีพื้นที่เพาะปลูกใน 4 ตำบล ได้แก่ บุดี บาโงย เนินงาม และลำพะยา รวมประมาณ 3,000 ไร่ ซึ่งทางเทศบาลได้เตรียมงบวิจัยและนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเกษตรกร เพื่อเพิ่มผลผลิตจากเดิม 300 กิโลกรัมต่อไร่ ให้กลายเป็น 600 กิโลกรัมต่อไร่ ในพื้นที่เท่าเดิม โดยที่ชาวนาไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องเงินทุนเอง

“ข้าวหอมมือลอในยะลาอาจจะดูเม็ดไม่ได้สวยมาก ออกป้อมๆ แต่คุณค่าโภชนาการดีมาก ก็อยากเชิญชวนให้มาทดลองทาน ซึ่งนอกจากสุขภาพจะดีแล้ว ยังช่วยเป็นกำลังใจให้ชาวนาที่เคยปล่อยให้นาร้าง ได้กลับเข้ามาฟื้นฟูการทำนาใหม่ ให้เกษตรกรกลับมามีรายได้ นาก็ได้ใช้ประโยชน์เต็มประสิทธิภาพ และสิ่งสำคัญที่สุดคือผู้บริโภคก็ได้สุขภาพที่ดี”

เปิดเมือง เปิดรสชาติ ปักหมุด 5 ปี นำแบรนด์ยะลาครองใจคนทั้งโลก

เพื่อให้สินค้า GI เข้าถึงคนทั่วไปได้ง่ายขึ้น เทศบาลนครยะลาได้เชื่อมโยงผลผลิตเข้ากับประสบการณ์การท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงฤดูผลไม้ออกสู่ตลาดระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน ผ่านการจัดเส้นทางท่องเที่ยวธรรมชาติ Unseen และเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงจากยะลาไปจนถึงเบตง ควบคู่ไปกับงานใหญ่อย่าง ‘ยะลามาราธอน’ ที่เปิดโอกาสให้นักวิ่งและนักท่องเที่ยวได้ลิ้มลองทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลาฟรี เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสรสชาติที่แท้จริงตามแนวคิด ‘สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น’

“โจทย์ใหญ่ของเราคือทำยังไงให้เขาได้ทดลองลิ้มรส เพราะสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ในวงการล้งทุเรียน ทุกคนยอมรับว่าทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลาอร่อยจริง แต่ที่ผ่านมาเราอาจจะไม่สามารถสื่อสารออกไป การทำ GI จึงเป็นตัวรับประกันคุณภาพเมื่อผลไม้ออกสู่ตลาด”

สำหรับเป้าหมายในอีก 5 ปีข้างหน้า นายกเทศมนตรีนครยะลาตั้งเป้าว่า อยากเห็นผู้บริโภคทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะในห้างสรรพสินค้าชั้นนำที่กรุงเทพฯ และตลาดใหญ่ในจีน เดินเข้าไปเลือกซื้อผลผลิตและระบุเจาะจงว่าต้องการ ‘ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา’ หรือ ‘ส้มโชกุนเบตง’ ด้วยความมั่นใจในรสชาติ อัตลักษณ์ความมันกลมกล่อม เนื้อแห้งเนียน และความเป็นออร์แกนิกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“เราอยากให้ผู้บริโภคในประเทศได้ทดลองผลไม้ยะลา แล้วจะรู้ว่าเรามีสัมผัส รสชาติ และความมันที่แตกต่างอย่างไร เมื่อคนไทยชื่นชอบและช่วยกันรีวิว นักท่องเที่ยวต่างชาติก็จะบริโภคตามมาเอง ซึ่งเทศบาลเรามุ่งมั่นจะส่งเสริมผลผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน”