หน้าแรก เศรษฐกิจ ผนึกกำลังกู้ว...

ผนึกกำลังกู้วิกฤตอุทกภัย ก.อุตดันมาตรการเชิงรุกฟื้นศก.ไทย

15.10.26 | 11:51 น.

ผนึกกำลังกู้วิกฤตอุทกภัย ก.อุตดันมาตรการเชิงรุกฟื้นศก.ไทย


สถานการณ์อุทกภัยและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ของประเทศไทยยังคงส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนและภาคอุตสาหกรรมบางส่วนที่ต้องหยุดชะงัก นิคมอุตสาหกรรมและโรงงานบางแห่งต้องชะลอหรือหยุดการผลิตชั่วคราวเนื่องจากน้ำท่วมขังพื้นที่โรงงาน เครื่องจักรเกิดความเสียหาย ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เสียหาย

เมื่อการขนส่งวัตถุดิบและสินค้าไม่สามารถทำได้ตามปกติ ทำให้เกิดปัญหาสินค้าขาดตลาดหรือส่งมอบล่าช้า อีกทั้งยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม ฟื้นฟู รวมถึงค่าใช้จ่ายในการป้องกันน้ำท่วมขังในระยะยาว

วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม (MIND) ได้ติดตามและประเมินผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยต่อภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ผ่านศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤตกระทรวงอุตสาหกรรม (Crisis Management Center : CMC) โดยการจัดทำและอัพเดตฐานข้อมูลกลางให้แม่นยำและเป็นปัจจุบันที่สุดอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันข้อมูลซ้ำซ้อนและทำให้การสแกนหาผู้เดือดร้อนดำเนินไปได้อย่างตรงจุด

Advertisement

พร้อมกันนี้ ได้นำข้อมูลดังกล่าวมาทำการวิเคราะห์และเร่งยกระดับมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ควบคู่ไปกับการเดินหน้าประสานความร่วมมือกับทุกหน่วยงานในสังกัด ตลอดจนสถาบันการเงินและภาคเอกชน เพื่อฟื้นฟูโรงงานและสถานประกอบการให้สามารถกลับมาดำเนินการได้โดยเร็วที่สุด

ภาพรวมสถานการณ์อุทกภัยและความต้องการช่วยเหลือของสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรม ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 พบว่า ได้รับผลกระทบ 55 จังหวัด สถานประกอบการได้รับผลกระทบ 4,626 ราย โรงงานอุตสาหกรรม 272 ราย SMEs 4,218 ราย วิสาหกิจชุมชน 136 ราย มูลค่าความเสียหายรวมในเบื้องต้น กว่า 18,305.44 ล้านบาท

“สิ่งสำคัญขณะนี้ไม่ใช่เพียงการนับจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ แต่ต้องรู้ให้ชัดว่าใครเสียหายหนัก ใครต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน และต้องช่วยเหลือในรูปแบบใด เพื่อจัดทรัพยากรของกระทรวงเข้าไปช่วยได้ตรงจุด” รัฐมนตรีวราวุธระบุ

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้อุตสาหกรรมจังหวัด เจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และทุกหน่วยงานของกระทรวงอุตสาหกรรม เร่งจำแนกกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายรุนแรง โดยเฉพาะรายที่เครื่องจักรเสียหายทั้งหมด 100% หรือมีข้อจำกัดในการฟื้นตัว พร้อมจัดทำรายชื่อและช่องทางติดต่อเพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผนึกกำลังดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

สำหรับการช่วยเหลือด้านการเงิน กระทรวงได้ประสานสถาบันการเงิน กองทุน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับทั้งการพักชำระหนี้ สินเชื่อเพื่อฟื้นฟู และเงินทุนสำหรับซ่อมแซมอาคารและเครื่องจักร โดยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ ธพว.
(SME D Bank) รายงานว่ามีลูกค้าได้รับผลกระทบโดยตรงใน 55 จังหวัด 3,903 ราย

ล่าสุดทางธนาคารได้พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยแล้ว 539 ราย ครอบคลุมเงินต้น ประมาณ 1,807 ล้านบาท และมาตรการพักชำระหนี้สามารถดำเนินการได้เต็มวงเงินและนานสูงสุด 12 เดือน

นอกจากนี้ กระทรวงยังเตรียมความช่วยเหลือด้านวิศวกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมจะจัดเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำและตรวจสอบความปลอดภัยหลังน้ำลด ทั้งหม้อไอน้ำ ระบบไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้า และตู้จ่ายไฟ พร้อมจัดทำเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและ Service Provider เพื่อให้คำแนะนำแก่โรงงานขนาดเล็กและวิสาหกิจชุมชน ขณะที่การซ่อมเครื่องจักรจะประสานช่างเฉพาะทางเข้าดำเนินการ

ในส่วนของผู้กำกับโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ พรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ระบุว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เร่งเดินหน้า
ขับเคลื่อนภารกิจรับมือสถานการณ์อุทกภัยอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ควบคู่กับการกำกับดูแลความปลอดภัยของโรงงานและสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งเสริมให้สถานประกอบการเตรียมความพร้อมรับมือและลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ

ที่ผ่านมา กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ร่วมติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในโรงงานและสถานประกอบการต่างๆ ทั่วประเทศ ร่วมกับศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤตกระทรวงอุตสาหกรรม (Crisis Management Center : CMC) พร้อมสนับสนุนการส่งมอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ประสบภัย และจัดเตรียมเจ้าหน้าที่ ทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย เข้าช่วยเหลือทำการตรวจเช็กระบบไฟฟ้า หม้อไอน้ำ (Boiler) ตู้จ่ายไฟ และเครื่องจักรโรงงานหลังน้ำลด เพื่อช่วยฟื้นฟูให้โรงงานสามารถกลับมาประกอบกิจการได้อย่างรวดเร็วและมีความปลอดภัยต่อทั้งพนักงานและประชาชนโดยรอบโรงงาน

ขณะเดียวกัน กรมโรงงานอุตสาหกรรมยังคงเข้มงวดในการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม โดยร่วมตรวจสอบกรณีคราบน้ำมันและสารปนเปื้อนในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี พร้อมดำเนินมาตรการตามกฎหมายเพื่อควบคุม การแพร่กระจายของมลพิษและป้องกันผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม

อธิบดีพรยศระบุเพิ่มเติมว่า ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยอยู่ในช่วงฤดูฝนและมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ กรมโรงงานอุตสาหกรรมขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการโรงงานทุกแห่งเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัย เพื่อความปลอดภัยของบุคลากร ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อมโดยรอบ โดยแนะนำ 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่

1.วางแผนการป้องกันอุทกภัย – จัดทำแผนฉุกเฉินและซ้อมรับมืออย่างสม่ำเสมอ

2.ป้องกันน้ำไหลเข้าโรงงาน – ตรวจสอบคันกั้นน้ำและระบบระบายน้ำให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ การป้องกันน้ำเข้าอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเน้นการลดความเสียหายด้วยเทคนิคกั้นน้ำ การยกระดับพื้นที่ หรือการย้ายไปยังที่สูง สำหรับพื้นที่ทางน้ำผ่านสามารถใช้อุปกรณ์เบี่ยงทางน้ำ เช่น กระสอบทราย แผ่นไม้ หรือไม้หมอน โดยการวางกระสอบทรายอย่างถูกวิธีควรบรรจุทรายเพียงครึ่งกระสอบ และเรียงเป็นรูปทรงพีระมิดที่มีความกว้างฐานมากกว่าความสูง 3 เท่า พร้อมคลุมด้วยแผ่นพลาสติกเพื่อเพิ่มความแข็งแรง รวมถึงการอุดรอยรั่วตามผนัง ประตู หน้าต่าง และช่องระบายอากาศเพื่อป้องกันน้ำซึม

3.การจัดการสารเคมี – จัดเก็บสารเคมีในที่ปลอดภัย เหนือระดับน้ำท่วมถึง โดยก่อนเกิดน้ำท่วม โรงงานต้องสำรวจ คัดแยก และจัดเก็บสารเคมีหรือกากของเสียให้ปลอดภัยในที่สูงพ้นน้ำ หรือบรรจุในภาชนะที่ปิดแน่นและติดฉลากระบุชนิดอย่างชัดเจน ปฏิบัติตามข้อมูลความปลอดภัย (SDS) อย่างเคร่งครัด หากพบการหกรั่วไหลหลังน้ำลด ต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPE) และใช้วัสดุดูดซับที่เหมาะสม เช่น ทรายหรือขี้เลื่อย ก่อนส่งไปบำบัดกำจัดตามกฎหมายอย่างถูกต้อง

4.การจัดการกากอุตสาหกรรม – ควบคุมและจัดเก็บกากอุตสาหกรรมอย่างมิดชิด ป้องกันการรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำโดยภายหลังจากระดับน้ำลดลงและเข้าสู่ภาวะปกติ ให้แบ่งการจัดการกากของเสียออกเป็นสองส่วน คือ กากของเสียที่ขนย้ายพ้นน้ำ และกากของเสียที่ถูกน้ำท่วม โดยในส่วนของพื้นที่จัดเก็บเดิม ให้ทำความสะอาดและระบายอากาศจนแห้งสนิทก่อนนำกากของเสียกลับเข้าพื้นที่ สำหรับกากของเสียที่ถูกน้ำท่วมหรือภาชนะบรรจุชำรุดเสียหาย ต้องดำเนินการจำแนกชนิดและความเป็นอันตรายทันที หากฉลากหลุดลอกหรือเลอะเลือนจนไม่สามารถระบุประเภทได้ ให้แยกภาชนะนั้นไว้ต่างหากและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ภาชนะบรรจุที่ผุกร่อนหรือแตกชำรุดให้จัดเป็นของเสียอันตรายเพื่อรอส่งกำจัด ในกรณีที่มีกากของเสียหรือสารเคมีรั่วไหล ให้ผู้ปฏิบัติงานสวมชุดและอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPE) เช่น หน้ากาก ถุงมือ และรองเท้าบู๊ต เข้าควบคุมและระงับเหตุตามเอกสารข้อมูลความปลอดภัย (SDS) หากรั่วไหลปริมาณน้อยให้ใช้วัสดุดูดซับที่ไม่ติดไฟ เช่น ทราย หรือขี้เลื่อย หากรั่วไหลปริมาณมากให้สร้างคันกั้นล้อมรอบและเก็บกู้ลงภาชนะปิดสนิท ที่สำคัญคือ น้ำที่ใช้ทำความสะอาดพื้นที่ปนเปื้อนจะต้องถูกกักเก็บเพื่อนำไปบำบัด ห้ามระบายออกสู่ระบบระบายน้ำสาธารณะอย่างเด็ดขาด โดยจะต้องนำไปบำบัดหรือกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและกฎหมายต่อไป

5.ตรวจสอบระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย – ดูแลให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานตลอดเวลา การป้องกันระบบไฟฟ้า ซึ่งมีความสำคัญต่อความปลอดภัยสูงสุด ก่อนน้ำท่วมควรกั้นกระสอบทรายบริเวณหม้อแปลงและตู้เมนสวิตช์ ยกระดับปลั๊กไฟและสายไฟให้สูงพ้นน้ำ หลังน้ำลดต้องตรวจสอบและทดสอบค่าความเป็นฉนวนของหม้อแปลง สายไฟ และตู้สวิตช์ประธาน (MDB) โดยช่างผู้ชำนาญการ และทดลองจ่ายไฟทีละวงจรเพื่อความปลอดภัย

นอกจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้เปิดสายด่วน 1564 ตลอด 24 ชั่วโมง รับแจ้งขอความช่วยเหลือ จากผู้ประกอบการโรงงาน SMEs และวิสาหกิจชุมชนที่ประสบอุทกภัย พร้อมผลักดันมาตรการฟื้นฟูสถานประกอบการเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย สนับสนุนด้านการเงิน ซ่อมแซมเครื่องจักรที่ได้รับความเสียหาย และบริการตรวจสอบด้านความปลอดภัยหลังน้ำลด

เพื่อเร่งฟื้นฟูให้ภาคอุตสาหกรรมกลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างแข็งแกร่งต่อไป