ปลัดพูนพงษ์ มอบนโยบายบิ๊กพาณิชย์ มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพ คน งาน องค์กร ผ่าน 9 ภารกิจ
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ คนใหม่ กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ว่า มอบนโยบายมุ่งให้กระทรวงพาณิชย์ก้าวสู่มิติใหม่เน้นสร้างความสมดุล 3 ส่วน ประกอบด้วย คน งาน และองค์กร ซึ่งทั้ง 3 ส่วน เพื่อนำพาให้ ‘พาณิชย์ก้าวสู่กระทรวงแห่งความเป็นเลิศ” หากทั้ง 3 ส่วน มีความสมดุล เชื่อมั่นว่าจะพร้อมรับมือกับทุกภารกิจได้ด้วยความมั่นใจ และสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคง
ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 คน ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ล้วนมีความสำคัญและเป็นฟันเฟืองที่จะทำให้ภารกิจ เป้าหมายของคนในมิติกระทรวงพาณิชย์ คือ ‘ต้องแข่งกันทำงาน’ ทั้งระดับผู้บริหาร ถึงระดับปฏิบัติการ โดยเน้นจัดสรรคนให้ตรงตามมิติของงาน เนื่องจากมีข้าราชการทั้งกระทรวงเพียง 3,916 คน ดังนั้น บุคลากรทุกคนต้องมีความรู้ มีความเชี่ยวชาญ พร้อมรับทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ส่วนความเติบโตในอาชีพราชการ จะใช้หลักความยุติธรรม ความเสมอภาค และความมีศักยภาพ เป็นกติกาเพื่อรักษาและสร้างกำลังใจให้แก่ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และทุ่มเทให้งานราชการอย่างแท้จริง พร้อมสร้างบรรทัดฐานการพิจารณาเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งด้วยความโปร่งใสตามความสามารถมาตรฐานการทำงาน และผลงานที่ผ่านมา
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ส่วนที่ 2 งาน ภารกิจหรืองานสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ต้องสอดรับกับบริบทการค้า การลงทุน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งในระยะสั้น-ระยะกลาง-ระยะยาว ประกอบด้วย
1.สร้างความเป็นธรรมทางการค้าแก่ทุกภาคส่วน โดยการจัดระเบียบและกำกับดูแลกิจกรรม ทางเศรษฐกิจให้ดำเนินไปด้วยความโปร่งใสเติบโตไปด้วยกัน และไม่เอารัดเอาเปรียบระหว่างกัน เน้นการสร้างเกราะป้องกันไม่ให้ทุนใหญ่ที่มีอำนาจทางการตลาดที่เหนือกว่ามาสร้างความได้เปรียบหรือกีดกันทางการค้า และดูแลไม่ให้เกิดการกดราคารับซื้อสินค้าเกษตร
2. ดูแลระดับราคาสินค้าเกษตร พาณิชย์จังหวัดในฐานะที่เป็นตัวแทนเตรียมพร้อมจัดทำแผนสอดรับ ทุกสถานการณ์รวมถึงฤดูกาลสินค้าเกษตร ที่จะออกสู่ตลาดทั้งในระยะสั้น-กลาง-ยาว โดยต้องทำงานร่วมกับทูตพาณิชย์
3. ดูแลค่าครองชีพให้มีความเหมาะสม ผ่าน 2 มาตรการหลัก (1) ควบคุมและติดตามราคาสินค้าที่มีความจำเป็น (2) ลดราคาสินค้าช่วยประชาชนผ่านมาตรการเชิงรุกโครงการต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์ เช่น ‘ไทยช่วยไทยลดภาระ ลดค่าครองชีพ’ ช่วงแรกเน้นเข้าพื้นที่น้ำท่วมลดลงก่อน
4. สร้างโอกาสและเสริมศักยภาพ SME ทั้งการขยายช่องทางทางการค้า : ผลักดัน SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกและ e-Commerce พร้อมเร่งปรับทิศทางสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) โดยส่งเสริมคุณภาพและเพิ่มมูลค่า ซึ่งต้องยอมรับว่ากำลังซื้อในประเทศน้อย ดังนั้นต้องมุ่งช่วยเหลือส่งเสริมเอสเอ็มอีเปิดตลาดในต่างประเทศด้วย
5. เพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการ ผ่านทูตพาณิชย์ 58 ทั่วโลก ต้องเร่งรักษาตลาดเดิม และรุกตลาดใหม่ชี้เป้าการลงทุน ความต้องการ และมีการมาตรฐานอย่างไร เพื่อให้สามารถวางแผนให้ตอบโจทย์ผู้ซื้อได้อย่างแม่นยำ ตอนนี้การส่งออกรวม 35% เป็นมูลค่าส่งออกรวมไปสหรัฐกับจีน ก็ต้องเพิ่มตลาดใหม่ อย่างแอฟฟิกา เอเชียใต้ เป็นต้น
6. เร่งรัดการเจรจาการค้าสำคัญ โดยเฉพาะ FTA และกรอบความตกลงทางการค้าที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง พร้อมดูแลกลุ่มที่ได้รับผลกระทบด้วย
7. ป้องกันและปราบปรามธุรกิจและสินค้าผิดกฎหมาย เป็นภารกิจที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น โดยเน้นบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และสานต่อ 2 กลยุทธ์หลัก 1. การปราบปรามธุรกิจนอมินีและทุนต่างชาติผิดกฎหมาย 2. การสกัดกั้นและทำลายสินค้าผิดกฎหมายที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อปิดประตูไม่ให้สินค้าที่ผิดกฎหมายเข้ามาทำลายเศรษฐกิจประเทศ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เสมอภาค
8. ยกระดับบริการให้สะดวก รวดเร็ว ทันสมัย โดยสนับสนุนนโยบายรัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมยกระดับให้เป็นกระทรวงดิจิทัล (Digital Ministry) ลดขั้นตอน ลดระยะเวลา เพิ่มความรวดเร็ว และลดต้นทุนผู้ประกอบการและประชาชนในการติดต่อราชการ สร้างความง่ายในการประกอบธุรกิจ
9. แก้ไข กฎ ระบียบ ให้ทันสมัย เอื้อต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎระเบียบและคำสั่งที่ล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชน รวมทั้ง ไม่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และไม่ตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ส่วนที่ 3 องค์กร โดยยึด ‘ประชาชนเป็นศูนย์กลาง’ เบื้องต้นได้วางกรอบการพัฒนากระทรวงพาณิชย์ในหลากหลายมิติ เช่น มิติการเปลี่ยนผ่าน โดยการนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานในการให้บริการภาคธุรกิจและประชาชนในลักษณะ End-to-End Process จะเน้นการบริหารงานด้วยข้อมูล (Data Driven) ช่วยในการวิเคราะห์/ตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหาด้านต่าง ๆ โดยมิติการปรับเปลี่ยนการปฏิบัติราชการให้มีความคล่องตัว เช่น ลดขั้นตอนการอนุมัติ/อนุญาติให้คล่องตัวมากขึ้น ใช้ระบบดิจิทัลมาพิจารณาอนุมัติ/อนุญาติเพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ รวมถึง การยกเลิกคำสั่งและระเบียบปฏิบัติที่ล้าสมัย และเป็นอุปสรรคต่อกการประกอบธุรกิจของภาคเอกชน มิติการพัฒนาบุคลากรให้สอดรับกับภาครัฐยุคใหม่ โดยการเสริมสมรรถนะด้านการบริการเพิ่มการฝึกอบรมพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรมการบริการ การวิเคราะห์ข้อมูล และเพิ่มทักษะความคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) และ มิติด้านความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการให้บริการภาครัฐ สร้างการมี ส่วนร่วมทั้งภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม เช่น การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐที่ไม่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เพื่อให้ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมสามารถตรวจสอบการปฏิบัติงานและการใช้เงินงบประมาณของกระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนเชิญภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในคณะกรรมการโครงการต่างๆ ของกระทรวง
ปัจจุบัน กระทรวงฯ ได้รับงบประมาณ ปี 2570 ทั้งกระทรวงเพียง 8,525.3310 ล้านบาท รวมทั้งการปรับปรุงระดับตำแหน่ง อำนาจหน้าที่ และปรับหน่วยงานภายในเพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อยกระดับขีดความสามารถ เสริมสร้างความแข็งแกร่ง ให้แต่ละกรมทำงานได้อย่างคล่องตัว และขับเคลื่อนเป้าหมายในภาพรวมของกระทรวงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ เช่น การปรับพื้นที่ของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศให้เหมาะสม กับตลาด ควรเพิ่มหรือลดพื้นที่ใด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
“กระทรวงพาณิชย์ มีบทบาทสำคัญในการเป็นส่วนหนึ่งของทัพหน้าทางเศรษฐกิจการทำงานเชิงรุก และการบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานทั้งภาครัฐด้วยกัน ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม จะส่งผลให้ประสบความสำเร็จในการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจประเทศ ซึ่งกระทรวงฯ ไม่สามารถดำเนินการเพียงลำพังเพียงหน่วยงานเดียว ต้องบูรณาการทำงานกับทุกภาคส่วน โดยผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ต้องเป็นผู้บริหารที่เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ช่วยขจัดอุปสรรคทางการค้า และเปิดประตูโอกาสใหม่ๆให้ภาคการค้าไทย” นายพูนพงษ์ กล่าว
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า สำหรับงบประมาณกลาง 1,000 ล้านบาท เพื่อนำมาจัดกิจกรรมธงฟ้าช่วยลดค่าครองชีพนั้น กระทรวงได้ เสนอผ่านสำนักงบประมาณ เพื่อเข้าครม.ต่อไป หากพูดเรื่องบประมาณ ปี 70 กระทรวงพาณิชย์ ได้ประมาณ 8500 ล้านบาท ซึ่งเข้าใจรัฐบาลมีภาระการใช้เงิน แต่ไทยต้องพึ่งพาส่งออก และผลักดันเอสเอ็มอีจาก 35% เป็น 40% เป็นหน้าที่พาณิชย์ เราอยากทำงาน แต่อยากให้งบประมาณที่เหมาะสมด้วย อยากฝากผู้มีหน้าที่จัดสรรงบประมาณด้วย



