ดัน ‘แบงค็อกบลูพรินต์’ ปลุกทั่วโลกสู้ภัยดิจิทัล เอกนิติชงเวทีIMF 

15.10.26 | 06:20 น.

ดัน ‘แบงค็อกบลูพรินต์’ ปลุกทั่วโลกสู้ภัยดิจิทัล เอกนิติชงเวทีIMF 


เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่ศูนย์สิริกิติ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดเวที Bangkok Blueprint for Fraud Resilient Financial Services ภายในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ว่า ปัญหาภัยคุกคามและการฉ้อโกงทางดิจิทัลได้ยกระดับกลายเป็นวิกฤตระดับโลก ที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกสูงถึงประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของโลก โดยรูปแบบการหลอกลวงได้พัฒนาความซับซ้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายเอกนิติ กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญของโลกการเงินยุคใหม่คือ มิจฉาชีพมีลักษณะการทำงานแบบไร้พรมแดนอย่างสมบูรณ์ การรับมือและการบังคับใช้กฎหมายส่วนใหญ่ยังคงจำกัดอยู่เพียงระดับชาติและขาดการประสานงานที่รวดเร็วพอ ทำให้มิจฉาชีพอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายระหว่างเขตแดนในการหลบหนี ตอกย้ำว่าไม่มีประเทศใดสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้เพียงลำพัง

นายเอกนิติ กล่าวว่า กระทรวงการคลัง พร้อมด้วย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก จึงผลักดันและเปิดตัว Bangkok Blueprint เพื่อใช้เป็นกรอบการทำงานและคู่มือเชิงนโยบายระดับสากล มีเป้าหมายหลักในการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยในการใช้บริการทางการเงินดิจิทัล ซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อการเข้าถึงบริการทางการเงินและเพื่อรักษาความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจโดยรวม พิมพ์เขียวดังกล่าวขับเคลื่อนผ่านแนวคิดหลัก 1.การบูรณาการความร่วมมือทั้งระบบนิเวศ โดยการแก้ปัญหาต้องมองภาพรวมทั้งหมด แม้การหลอกลวงจะเริ่มต้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัล แต่เม็ดเงินของเหยื่อถูกโอนผ่านบัญชีธนาคาร ดังนั้น ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมและแพลตฟอร์มดิจิทัลต้องเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้การหลอกลวงเกิดขึ้นตั้งแต่แรก และทำงานร่วมกันเพื่อช่วยเหลือเหยื่อในการติดตามเงินกลับคืนมา

Advertisement

นายเอกนิติ กล่าวว่า 2.การออกแบบเพื่อรองรับการปฏิบัติการระหว่างประเทศ พิมพ์เขียวนี้มุ่งสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่ออุดช่องโหว่ระดับชาติที่มิจฉาชีพใช้เป็นช่องทาง โดยไทยคาดหวังให้องค์กรระหว่างประเทศนำกรอบการทำงานที่เริ่มต้นในกรุงเทพฯ ไปสานต่อเพื่อนำไปสู่ความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างประเทศ 3.การนำไปปฏิบัติได้จริง โดยตัวพิมพ์เขียวถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นสูง เพื่อให้แต่ละประเทศสามารถนำไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบททางกฎหมายและขีดความสามารถของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ประสบการณ์จากประเทศต่างๆ ที่นำไปใช้งาน จะถูกรวบรวมกลับมาเพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงให้แก่หน่วยงานกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศต่อไป

“นอกจากนี้ ได้เปิดตัวเอกสารคู่มือปฏิบัติการ Bangkok Blueprint in Action ซึ่งเป็นการรวบรวมกรณีศึกษาและประสบการณ์เชิงปฏิบัติจาก 4 พื้นที่เศรษฐกิจ ได้แก่ ไทย ฮ่องกง มาเลเซีย และสิงคโปร์ เอกสารนี้จะช่วยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง รวมถึงกุญแจสำคัญในการก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านั้น” นายเอกนิติ กล่าวและว่า หากยกตัวอย่างจากประเทศไทย นำแนวคิดของพิมพ์เขียวนี้ไปปฏิบัติจริง คือ โครงการ Connect the Dots ซึ่งริเริ่มขึ้นเพื่อแก้ปัญหาของภาครัฐ ที่เดิมข้อมูลการฉ้อโกงถูกจัดเก็บแยกส่วนกันตามหน่วยงานต่างๆ สู่การบูรณาการฐานข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถวิเคราะห์และเห็นรูปแบบอาชญากรรมที่อาจตกหล่นไป ช่วยให้ภาครัฐและภาคการเงินระบุการฉ้อโกงได้ตั้งแต่ระยะต้น และตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความท้าทายต่อไปของทั้งไทยและประชาคมโลก คือการยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลแบบ Connect the Dots ให้ข้ามพรมแดนได้