กิริฎา ชี้ไทยต้องเร่งสร้างมูลค่าเพิ่ม-ปฏิรูปเศรษฐกิจ ชูจุดแข็ง 6 ด้าน
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถา ในงาน JFCCT Affiliated Program ซึ่งจัดขึ้นในช่วงการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ที่โรงแรมเรดิสัน บลู พลาซ่า กรุงเทพฯ ในโอกาสครบรอบ 50 ปี
ของหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (JFCCT) ว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากร ไทยต้องยกระดับผลิตภาพและความสามารถของธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนการเปิดตลาดและการลงทุนจากต่างประเทศให้เป็นมูลค่าเพิ่มภายในประเทศและการจ้างงานที่มีคุณภาพ
ดร.กิริฎา ระบุว่า ไทยมีจุดแข็งสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่สมดุลและสร้างสรรค์กับประเทศต่าง ๆ ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบบพลังงานและไฟฟ้าที่รองรับกิจกรรมเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ที่พร้อม ฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง และความเชื่อมโยงกับตลาดโลกผ่านเครือข่าย FTA อย่างไรก็ดี จุดแข็งเหล่านี้จะนำไปสู่ความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนได้ ต้องอาศัยการเพิ่มผลิตภาพ การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ และการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ
รายงาน Building Thailand’s Future Today ของธนาคารโลกประเมินว่า การก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 จำเป็นต้องมีอัตราเติบโตของ GDP ต่อหัวที่แท้จริงเฉลี่ยร้อยละ 5.4 ต่อปี เทียบกับร้อยละ 2.2 ในช่วงปี 2564 – 2567 โดยคุณภาพของการเติบโตสำคัญไม่แพ้อัตราขยายตัว ไทยจึงต้องมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม กระจายโอกาส เสริมเสถียรภาพ และเพิ่มความสามารถในการรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง
สำหรับการค้าสินค้า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับ “3 สมดุล” ได้แก่ รายได้ ตลาด และสินค้า เนื่องจาก SMEs คิดเป็นราว 3 ใน 4 ของจำนวนผู้ส่งออกสินค้า แต่มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 12 ของมูลค่าส่งออกสินค้าในปี 2568 จึงต้องส่งเสริม SMEs เกษตรกร และชุมชนให้ได้รับประโยชน์ทั้งจากการส่งออกโดยตรงและการเป็นผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการกระจายตลาดและยกระดับสินค้าจากปริมาณสู่มูลค่า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารที่ตอบสนองตลาด ขณะเดียวกันต้องขยายการส่งออกบริการมูลค่าสูงและพัฒนา Visitor Economy เพื่อเชื่อมการใช้จ่ายของผู้มาเยือนกับผู้ประกอบการและชุมชนไทย
ทั้งนี้ ธนาคารโลกระบุ 5 สาขาที่มีศักยภาพ ได้แก่ การผลิตขั้นสูง การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
และเชิงสุขภาพ บริการดิจิทัล เกษตรและอาหาร และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งต้องขับเคลื่อนควบคู่กับการปฏิรูป 5 ด้าน ได้แก่ การลดอุปสรรคทางธุรกิจผ่านแผนทบทวนกฎระเบียบกว่า 7,000 ฉบับ และ Thailand FastPass การพัฒนาทักษะและภาวะผู้นำเพื่อใช้เทคโนโลยี การยกระดับผู้ผลิตไทยให้เชื่อมโยง
นักลงทุนต่างชาติ การเสริมขีดความสามารถแข่งขันของบริการมูลค่าสูง และการสร้างกติกาที่คาดการณ์ได้
และแข่งขันอย่างเป็นธรรม รวมถึงความร่วมมือ 23 องค์กร เพื่อแก้ปัญหานอมินี ซึ่งสอดคล้องกับการปฏิรูปภายใต้กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD
ด้านการค้าเสรี ไทยมี FTA ที่มีผลใช้บังคับแล้ว 14 ฉบับ กับ 18 ประเทศคู่ค้า โดยครึ่งแรกของปี 2569 ผู้ส่งออกใช้สิทธิ FTA คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบร้อยละ 81 ของมูลค่าส่งออกที่มีสิทธิใช้สิทธิพิเศษ ขณะที่ FTA กับ EFTA ภูฏาน และศรีลังกาลงนามแล้ว แต่ยังรอมีผลใช้บังคับ
และล่าสุด ไทยและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) สรุปผลการเจรจา CEPA แล้ว คาดว่าจะลงนามในปี 2570 ส่วนการเจรจาไทย – สหภาพยุโรป มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่อาเซียน – แคนาดา ตั้งเป้าสรุปการเจรจาในเดือนพฤศจิกายน 2569 หากความตกลงใหม่ทั้ง 6 ฉบับมีผลใช้บังคับ ไทยจะมี FTA รวม 20 ฉบับ ครอบคลุม 53 ประเทศคู่ค้า
ความสำเร็จของ FTA ต้องวัดจากโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงจำนวนความตกลง กระทรวงพาณิชย์จึงมุ่งขับเคลื่อน FTA ใน 3 ด้าน ได้แก่ (1) การทำให้ธุรกิจใช้สิทธิได้ง่ายขึ้น เช่น โครงการ FTA GO และโครงการ Boost up SMEs to FTA Markets (2) การให้บริการในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์
อย่างระบบ DFT SMART C/O เพื่อลดต้นทุนการเข้าถึงการใช้สิทธิประโยชน์ และ (3) การเชื่อมโยงข้อมูลการค้าระหว่างหน่วยงาน ผ่าน NSW และ ASW นอกจากนี้ ยังมีแนวทางสำคัญ คือ การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่าน Co-Creation และ Co-Investment ผ่านการร่วมพัฒนาสินค้า ตลาด และการลงทุน หรือ Co-creation โดยไทยเริ่มนำแนวคิดนี้ไปสู่การปฏิบัติผ่าน India–Thailand Regional Co-creation Partnership นำร่อง 5 สาขา ได้แก่ อาหารแปรรูป สุขภาพและเวลเนส อุตสาหกรรมสีเขียว อัญมณีและเครื่องประดับ และ
การบริการ ขณะเดียวกันไทยยังผลักดันการค้าดิจิทัล โดยเป็นประธานการเจรจากรอบความตกลง DEFA
จนสามารถสรุปผลได้แล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 และเตรียมลงนามในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้
ดร.กิริฎา กล่าว ยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศของไทยในโลกที่มีการแบ่งขั้ว ภายใต้แนวคิด BCD ประกอบด้วย Balance การสร้างสมดุลทางการค้าและรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์กับทุกฝ่าย Co-create การ่วมพัฒนาสินค้า ตลาด และการลงทุนกับพันธมิตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน และ Develop การยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการและบุคลากรไทยให้แข่งขันและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างเข้มแข็ง โดยย้ำว่า “ความสามารถในการแข่งขันของไทยในอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงการเปิดประเทศสู่เศรษฐกิจโลก แต่ต้องสร้างสมดุล ร่วมสร้างสรรค์ และยกระดับขีดความสามารถภายในประเทศ



