หน้าแรก เศรษฐกิจ หนี้โลกพุ่ง 2...

หนี้โลกพุ่ง 235% ของ GDP ‘AHF’ เสนอ 3 ข้อปฏิรูปหนี้โลก ดันกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มงบดูแลสุขภาพ

14.10.26 | 22:19 น.

หนี้โลกพุ่ง 235% ของ GDP ‘AHF’ เสนอ 3 ข้อปฏิรูปหนี้โลก ชูพักหนี้ยามวิกฤต-ดันกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มงบดูแลสุขภาพและการศึกษาให้ประชาชน

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) นายสารัช ชิม ผู้อำนวยการ มูลนิธิเอดส์ เฮลท์แคร์ (AIDS Healthcare Foundation: AHF) สำนักงานภูมิภาคเอเชีย จัดเวทีเสวนาภายใต้แคมเปญ “Freedom from Debt” ภายใต้หัวข้อ การขยายพื้นที่ทางการคลังเพื่อการพัฒนาด้านสุขภาพผ่านความเป็นธรรมทางหนี้สิน การสนับสนุนจากภาคธุรกิจเอไอ และยกระดับการเป็นผู้นำของกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ กล่าวว่า AHF เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรระดับโลกที่ให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชนมากกว่า 3 ล้านคนใน 50 ประเทศ พร้อมทั้งขับเคลื่อนนโยบายที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความเท่าเทียม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ปัจจุบันวิกฤตหนี้โลกกำลังส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน หลายประเทศต้องเลือกระหว่างการชำระหนี้กับการลงทุนด้านสุขภาพหรือการศึกษา ผลกระทบที่ตามมานั้นวัดได้ด้วยชีวิตของมนุษย์ วิกฤตหนี้สินระดับโลกจึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ ในปัจจุบัน หนี้สินทั่วโลกสูงกว่า GDP โลกถึง 235% ซึ่งเกิดจากระบบการเงินโลกที่สูบฉุดทรัพยากรออกไปมากกว่าการส่งเสริมการพัฒนา ไม่มีประเทศใดควรจะต้องเสียสละประชาชนของตนเองเพื่อสนองตอบต่อระบบการเงินโลกที่ไม่ยุติธรรมนี้


“เราจำเป็นต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ และเราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ได้โดยเริ่มต้นจากการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับผลกระทบที่จะตามมา และให้ความรู้แก่สาธารณชนว่าเหตุใดความไม่เท่าเทียมนี้จึงไม่ควรดำเนินต่อไป”นายสารัชกล่าว

ข้อมูลจากรายงาน A World of Debt 2568 : It is Time for Reform ขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ระบุว่าในปี 2567 ประเทศกำลังพัฒนามีภาระจ่ายดอกเบี้ยสุทธิของหนี้สาธารณะรวม 921,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา 61 ประเทศต้องจัดสรรรายได้รัฐบาลตั้งแต่ 10% ขึ้นไปเพื่อจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณที่อาจส่งผลต่อการลงทุนในบริการสาธารณะที่จำเป็น โดยเฉพาะระบบสุขภาพและการศึกษา นอกจากนี้ รายงานฉบับเดียวกันยังระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาต้องเผชิญต้นทุนการกู้ยืมสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยนับตั้งแต่ปี 2563 ประเทศกำลังพัฒนามีอัตราต้นทุนการกู้ยืมสูงกว่าสหรัฐอเมริกาประมาณ 2-4 เท่า ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความสามารถในการนำงบประมาณไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

Advertisement

สำหรับประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชีย ภาระการชำระหนี้นับเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลประชาชน โดยข้อมูลจาก Country Debt Service Burdens 2024 ระบุว่า ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะสูงเป็นอันดับ 26 ของโลกอยู่ที่ 366,900 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 12.6 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66% ของ GDP มีภาระการชำระหนี้สูงถึง 61.25% ของรายได้รัฐบาล หรือคิดเป็น 12.50% ของ GDP ซึ่งเงินที่เราต้องนำไปใช้หนี้นั้น สูงกว่างบประมาณด้านการศึกษาถึง 4.18 เท่า และสูงกว่างบประมาณด้านสาธารณสุขถึง 3.22 เท่า

ขณะที่ สปป.ลาว มีภาระการชำระหนี้คิดเป็น 99.75% ของรายได้รัฐบาล ซึ่งสูงกว่างบประมาณด้านการศึกษาถึง 8.08 เท่า และสูงกว่างบประมาณด้านสาธารณสุขถึง 9.08 เท่า ส่วนอินโดนีเซียอยู่ที่ 33.04% ของรายได้รัฐบาล สูงกว่างบประมาณด้านการศึกษาถึง 2.02 เท่า และสูงกว่างบประมาณด้านสาธารณสุขถึง 2.3 เท่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารภาระหนี้ควบคู่กับการรักษาความสามารถของภาครัฐในการลงทุนด้านสุขภาพ การศึกษา และบริการสาธารณะที่จำเป็น

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย กล่าวว่า เวทีเสวนาครั้งนี้จะมีส่วนในการช่วยเปิดมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนแหล่งเงินทุนรูปแบบต่าง ๆ ที่กว้างขึ้นในลักษณะที่จะไม่ส่งผลกระทบ ทั้งในแง่ของวิกฤตการณ์ระยะสั้น รวมถึงแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว ควรใช้ความระมัดระวังในการเรียกร้องความยุติธรรมดังกล่าว เนื่องจากในบางกรณี รัฐบาลบางประเทศอาจใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างโดยไม่ได้มีเจตนาที่ดีนัก ดังนั้น จึงต้องมั่นใจว่าการรณรงค์ในประเด็นนี้จะไม่เปิดช่องโหว่ให้กับประเทศที่ขาดธรรมาภิบาลใช้เป็นโอกาสในการใช้ถลุงงบประมาณโดยปราศจากความรับผิดชอบ หรือก่อหนี้สินพ่วงความทุจริตคอร์รัปชัน ดังนั้น ช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะต้องร่วมกันพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างถี่ถ้วน เนื่องจากปัญหาความเหลื่อมล้ำได้กลายเป็นประเด็นท้าทายหลักที่สำคัญสำหรับระบบเศรษฐกิจส่วนใหญ่ในปัจจุบัน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การแก้ปัญหาหนี้สินและความเหลื่อมล้ำไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ต้องปรับวิธีคิดเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับงบประมาณด้านสุขภาพและการศึกษา ซึ่งมักถูกมองเป็นค่าใช้จ่าย ทั้งที่เป็นการลงทุนในคนระยะยาว อย่างไรก็ตาม แม้เทคโนโลยีจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ก็อาจทำให้ความมั่งคั่งกระจุกตัวมากขึ้น นอกจากนี้ แม้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลกจะถูกวิจารณ์ในหลายประเด็น แต่ยังมีความจำเป็นต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อไม่ให้การปล่อยสินเชื่อและการให้ความช่วยเหลือต้องขึ้นอยู่กับมหาอำนาจเพียงไม่กี่ประเทศ

ทั้งนี้ AHF ได้ผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย 3 ประการ เพื่อช่วยลดข้อจำกัดทางการคลังของประเทศกำลังพัฒนา และเพิ่มโอกาสในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ได้แก่

1. สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศผู้กู้ สนับสนุนการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมของกลุ่มประเทศผู้กู้ (Borrowers’ Forum) ตามแนวคิดที่ได้รับการเสนอในกระบวนการประชุมระหว่างประเทศด้านการเงินเพื่อการพัฒนา เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ และความช่วยเหลือทางเทคนิค ตลอดจนเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจาเงื่อนไขกับเจ้าหนี้ระหว่างประเทศ แทนการที่แต่ละประเทศต้องเจรจาโดยลำพัง

2. กำหนดกลไกพักชำระหนี้เมื่อเกิดภาวะวิกฤต เสนอให้ข้อตกลงเงินกู้มีกลไกที่สามารถพักการชำระหนี้ได้เมื่อประเทศผู้กู้เผชิญวิกฤตด้านสาธารณสุขหรือภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำทรัพยากรทางการเงินมาใช้รับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ฟื้นฟูประเทศ และดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้อย่างทันท่วงที

3. จัดเก็บเงินสมทบจากเศรษฐกิจ AI เพื่อช่วยเหลือสังคม AHF เสนอแนวคิดการจัดเก็บเงินสมทบในอัตรา 1% จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI Solidarity Levy) เพื่อนำทรัพยากรส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการเติบโตของเศรษฐกิจ AI มาสนับสนุนการบรรเทาภาระหนี้และการคุ้มครองทางสังคม โดยข้อเสนอนี้มุ่งสร้างกลไกทางการเงินเพื่อช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่การนำเทคโนโลยี AI มาใช้แก้ไขปัญหาหนี้โดยตรง

ข้อเสนอทั้ง 3 ข้อของ AHF มุ่งปรับกติกาการจัดการหนี้ระหว่างประเทศ เพื่อไม่ให้ภาระชำระหนี้กระทบงบประมาณด้านสุขภาพและการพัฒนาประเทศ พร้อมเพิ่มบทบาทของประเทศกำลังพัฒนาในการกำหนดกติกาเศรษฐกิจโลก โดยแคมเปญ Freedom from Debt ไม่ได้เรียกร้องให้ยกเลิกการชำระหนี้ทั้งหมด แต่เสนอให้มีมาตรการช่วยเหลือเมื่อประเทศเผชิญวิกฤต และเปิดทางให้รัฐบาลนำงบประมาณไปใช้กับระบบสาธารณสุข การศึกษา และบริการพื้นฐานที่จำเป็นต่อประชาชนได้มากขึ้น

น.ส.โอลูวาเคมี่ กบาดาโมซี ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการรณรงค์ขับเคลื่อนสังคมและนโยบาย AHF กล่าวว่า ภาระหนี้ของประเทศที่กำลังพัฒนากำลังจำกัดงบประมาณที่ใช้ดูแลสุขภาพประชาชน โดยมีข้อมูลว่า 45 ประเทศใช้งบประมาณจ่ายดอกเบี้ยหนี้มากกว่างบสาธารณสุข ขณะเดียวกัน เงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาจากต่างประเทศลดลง ทำให้รัฐบาลมีงบประมาณรองรับบริการพื้นฐานน้อยลง PIH เห็นว่าการแก้ปัญหาไม่ควรเน้นเพียงให้รัฐบาลลดรายจ่ายหรือใช้เงินที่มีอยู่อย่างจำกัดให้คุ้มค่าขึ้น แต่ต้องพิจารณาโครงสร้างหนี้ที่ทำให้ประเทศไม่สามารถจัดสรรงบประมาณได้เพียงพอ โดยเสนอให้ยกเลิกหนี้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่สามารถชำระได้อย่างยั่งยืน สนับสนุนให้ประเทศผู้กู้รวมกลุ่มเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง และจัดตั้งกลไกจัดการหนี้สาธารณะภายใต้สหประชาชาติ รวมถึงออกกฎหมายในประเทศเจ้าหนี้เพื่อจำกัดการฟ้องร้องจากเจ้าหนี้เอกชนต่อประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤตหนี้

นายจอห์น โทมิ เจ้าหน้าที่นโยบายสุขภาพ เครือข่ายความไม่เป็นธรรมทางภาษีแห่งแอฟริกา กล่าวว่า หนี้สาธารณะและระบบภาษีเป็นปัญหาที่แยกจากกันไม่ได้ เมื่อรัฐจัดเก็บรายได้ไม่เพียงพอ แต่ต้องจ่ายดอกเบี้ยและชำระหนี้สูง รัฐบาลอาจต้องกู้เงินเพิ่มหรือขึ้นภาษี ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะการคลังและงบประมาณด้านสังคม อีกทั้งประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งมีส่วนร่วมจำกัดในการกำหนดกติกาภาษีระหว่างประเทศ ทั้งที่ต้องเผชิญปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษีและกระแสเงินทุนที่ผิดกฎหมาย เขาจึงสนับสนุนการจัดทำอนุสัญญาภาษีแห่งสหประชาชาติ เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนามีส่วนร่วมกำหนดกติกามากขึ้น พร้อมเสนอให้พิจารณาจัดเก็บภาษีในพื้นที่ที่เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจริง รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนำรายได้มาใช้พัฒนาสังคม โดยมองว่าการแก้ปัญหาควรให้ความสำคัญกับช่องโหว่ของระบบภาษีและโครงสร้างการจัดเก็บรายได้ มากกว่าการเพิ่มเงื่อนไขให้ประเทศลูกหนี้

น.ส.สุรางค์ จันทร์แย้ม ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลมีข้อจำกัดด้านงบประมาณจากภาระหนี้หรือการลดลงของเงินสนับสนุนจากต่างประเทศ งบประมาณด้านสุขภาพและการศึกษามักได้รับผลกระทบ และคนที่เข้าถึงบริการได้ยากอยู่แล้ว เช่น พนักงานบริการ คนหลากหลายทางเพศ ผู้ใช้สารเสพติด และแรงงานข้ามชาติ มักเป็นกลุ่มที่ถูกมองข้ามก่อน โดยยกตัวอย่างกรณีการลดหรือยุติเงินสนับสนุนงานด้านสุขภาพและเอชไอวีจากต่างประเทศ ซึ่งทำให้โครงการและเจ้าหน้าที่ภาคสนามเผชิญความไม่แน่นอน ขณะที่ผู้รับบริการไม่รู้ว่าจะเข้าถึงการรักษาได้ต่อเนื่องหรือไม่ หากคนทำงานเหล่านี้เจ็บป่วยหรือขาดรายได้ ผลกระทบยังส่งต่อไปถึงครอบครัวและผู้ที่พึ่งพารายได้ของพวกเขา สุรางค์จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้ประชาชนและองค์กรชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องงบประมาณและการก่อหนี้ตั้งแต่ต้น พร้อมคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ใช้บริการจริง ไม่ให้การลดรายจ่ายภาครัฐทำให้กลุ่มเปราะบางสูญเสียบริการสุขภาพที่จำเป็น