IMF ชี้ศก.เอเชียแกร่ง แบกจีดีพีโลก 68% แนะไทย เร่งสร้างกันชนการคลัง-อุ้มกลุ่มเปราะบางตรงจุดรับมือวิกฤตซ้อนวิกฤต
เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ที่ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายกฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยในงานการแถลงรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Regional Economic Outlook for Asia and the Pacific) ภายในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม ว่า ภาพรวม เศรษฐกิจเอเชียและแปซิฟิกยังคงแสดงความแข็งแกร่งและสามารถรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงาน ความตึงเครียดทางการค้า และความไม่แน่นอนด้านเทคโนโลยี
นายกฤษณะ กล่าวว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียจะเริ่มชะลอตัวลง แต่จะยังคงเติบโตได้เร็วกว่าส่วนอื่นๆ ของโลก โดยตัวเลขการเติบโตจะลดลงจากระดับ 5% ในปี 2568 มาอยู่ที่ 4.8% ในปี 2569 และ 4.4% ในปี 2570 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังถือเป็นการเติบโตที่แข็งแกร่งกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนเมษายน 2569 และสะท้อนให้เห็นว่าเอเชียจะมีส่วนสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกถึงมากกว่า 2 ใน 3 หรือคิดเป็น 68% ตามข้อมูลของ IMF

นายกฤษณะ ระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจเอเชียและแปซิฟิกได้รับอิทธิพลจากปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
1.วิกฤตการณ์พลังงานที่เริ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภูมิภาคที่ต้องพึ่งพาน้ำมันและก๊าซอย่างมาก โดยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากตะวันออกกลาง ทั้งนี้ ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกมีการพึ่งพาพลังงานคิดเป็นสัดส่วนถึง 4% ของ GDP ซึ่งเกือบ 2% มาจากการนำเข้า 2.การเติบโตทางเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเอไอ ซึ่งเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา ส่งผลให้การลงทุน การส่งออก และราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้น และ 3. และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการค้า จากช่วงต้นปี 2568 ที่ตามมาด้วยการเพิ่มขึ้นของกำแพงภาษีศุลกากร
นายกฤษณะ ระบุว่า ทั้งนี้ ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเทศ อินเดียมีอัตราการเติบโตที่สร้างความประหลาดใจในเชิงบวก ขณะที่เกาหลีใต้และบางประเทศในกลุ่มอาเซียนได้รับการปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตอย่างมีนัยสำคัญจากอานิสงส์ของกลุ่มเทคโนโลยี ในทางตรงกันข้าม ประเทศที่ไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากภาคเทคโนโลยีกลับถูกปรับลดคาดการณ์การเติบโตลง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำในภูมิภาค เช่น กัมพูชา บังกลาเทศ รวมถึงประเทศหมู่เกาะในแปซิฟิกบางแห่งที่มีการปรับลดลงอย่างรุนแรง
นายกฤษณะ ระบุว่า สำหรับความเสี่ยงของแนวโน้มเศรษฐกิจยังคงเอนเอียงไปในทิศทางขาลง (Downside Risks) ซึ่งประกอบด้วย ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อหรืออาจทวีความรุนแรงขึ้นใหม่ในตะวันออกกลาง การประเมินความสามารถในการทำกำไรและผลผลิตที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI ใหม่ ความเปราะบางทางการคลังและต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงวัฏจักรเอลนีโญที่อาจมีความรุนแรงเป็นพิเศษเมื่อพิจารณาจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเล ซึ่งจะเข้ามาเพิ่มแรงกดดันทั้งด้านการคลังและอัตราเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ในเชิงบวกยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ หากการลงทุนด้าน AI มีความยั่งยืน ผลประโยชน์ด้านประสิทธิภาพการผลิตเกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนด หรือข้อตกลงทางการค้าสามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการคาดการณ์ได้
นายกฤษณะ ระบุว่า ในด้านนัยยะทางนโยบายเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว นโยบายการเงินควรให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคาเป็นหลัก แม้การคาดการณ์เงินเฟ้อระยะสั้นจะเพิ่มขึ้นจากวิกฤตพลังงาน แต่ระยะยาวยังคงยึดเหนี่ยวได้ดี ธนาคารกลางต้องสื่อสารอย่างชัดเจนและพร้อมใช้นโยบายที่เข้มงวดขึ้นหากการคาดการณ์เริ่มไม่มั่นคงหรือเงินเฟ้อยืดเยื้อ โดยความเป็นอิสระของธนาคารกลางจะต้องได้รับการปกป้องอย่างเคร่งครัด
นายกฤษณะ กล่าวว่า ด้านนโยบายการคลัง ปัจจุบันหนี้สาธารณะของหลายประเทศยังคงอยู่เหนือระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาด และพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) กำลังถูกจำกัดมากขึ้น กลุ่มประเทศเอเชียที่พัฒนาแล้ว (ไม่รวมญี่ปุ่น) มีแนวโน้มหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการรัดเข็มขัดทางการคลังที่ล่าช้า ส่วนประเทศเกิดใหม่ในเอเชีย (ไม่รวมจีน) หนี้ยังคงทรงตัวในระดับสูง ขณะที่กลุ่มประเทศรายได้ต่ำและหมู่เกาะในแปซิฟิกแม้จะมีอัตราส่วนหนี้ต่ำกว่า แต่กลับมีกันชนทางการคลัง (Fiscal Buffers) ที่บางลง การเผชิญกับต้นทุนการกู้ยืมและผลตอบแทนพันธบัตรโลกที่สูงขึ้น จึงเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินนโยบายด้วยความรอบคอบทางการคลัง ภายใต้กรอบระยะกลางที่เข้มแข็ง โดยมาตรการช่วยเหลือเยียวยาควรเน้นที่ “การปกป้องประชาชน ไม่ใช่การอุดหนุนราคา” และต้องเป็นมาตรการที่พุ่งเป้า (Targeted Support) อย่างตรงจุด ซึ่งการปรับสมดุลทางการคลังจะสำเร็จได้ต้องอาศัยการเติบโตที่แข็งแกร่งจากการปฏิรูปโครงสร้าง
นายกฤษณะ กล่าวว่า ทั้งนี้ การปฏิรูปโครงสร้างทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกควรให้ความสำคัญใน 4 ประการหลัก ได้แก่ 1. การแก้ปัญหาการว่างงานของเยาวชนและทักษะที่ไม่ตรงกับตลาด ควบคู่กับการสนับสนุนการปรับตัวรับเทคโนโลยี AI 2. การสร้างความเข้มแข็งของระบบคุ้มครองทางสังคม 3. การยกระดับความมั่นคงทางพลังงานผ่านการกระจายความเสี่ยง การใช้พลังงานหมุนเวียน และสร้างกันชนใหม่ และ 4. การบูรณาการทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
นายกฤษณะ กล่าวว่า นอกจากนี้ IMF ยังได้นำเสนอบทวิเคราะห์เศรษฐกิจระดับภูมิภาค 3 ฉบับในปีนี้ โดยบทแรกครอบคลุมประเด็นตลาดแรงงานและ AI ซึ่งพบหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า AI ส่งผลกระทบเชิงลบต่อตำแหน่งงานที่สัมผัสกับเทคโนโลยีนี้ โดยความต้องการจ้างงานจากนายจ้างลดลง 10% ทว่าสถานการณ์เริ่มมีเสถียรภาพเนื่องจากนายจ้างหันมาเรียกร้องทักษะด้าน AI จากพนักงานแทน สะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังเข้ามา “ปรับรูปแบบการทำงาน” มากกว่าที่จะกวาดล้างหรือกำจัดตำแหน่งงานทิ้ง บทวิเคราะห์ที่สองชี้ให้เห็นว่าระบบโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคมที่แข็งแกร่งจะช่วยสนับสนุนการบริโภคและมาตรฐานการครองชีพได้หากมีการปฏิรูปให้ยั่งยืนทางการคลัง และบทวิเคราะห์ที่สามระบุถึงอุปสรรคทางนโยบายภายในประเทศของเอเชียต่อการบูรณาการด้านการค้าและบริการ ซึ่งหากสามารถลดข้อจำกัดเหล่านี้ลงได้ จะนำไปสู่ผลประโยชน์ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ
นายกฤษณะ กล่าวว่า สำหรับประเด็นหนี้ครัวเรือนที่ฉุดรั้งการบริโภคและการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย และลำดับความสำคัญของนโยบายรัฐ ประเทศในภูมิภาคนี้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบ “ซ้อนวิกฤต” เริ่มตั้งแต่โรคระบาดโควิด-19 การรุกรานยูเครนของรัสเซีย กำแพงภาษีการค้า และล่าสุดคือวิกฤตพลังงาน ผลที่ตามมาคือ “กันชนทางการคลัง” (Fiscal buffers) ของรัฐบาลประเทศต่างๆ ลดลงอย่างมากในการเข้าไปรับมือกับผลกระทบเหล่านี้ ทั้งนี้ IMF เสนอแนะว่า ในขณะนี้ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องเร่งสร้างกันชนทางการคลังขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มดำเนินนโยบายรัดเข็มขัดทางการคลังที่เป็นมิตรต่อการเติบโต (Growth-friendly fiscal consolidation) โดยสามารถทำได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางที่ได้รับความเดือดร้อน ผ่านการปรับเปลี่ยนรูปแบบการช่วยเหลือเป็นแบบมุ่งเป้า (Targeted support)
นายกฤษณะ กล่าวว่า รัฐบาลควรใช้ประโยชน์จากระบบทะเบียนสวัสดิการสังคมและเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีอยู่ เพื่อให้มั่นใจว่าการสนับสนุนทางการเงินจะตกไปถึงมือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลสามารถรักษาความสมบูรณ์และวินัยทางการคลังเอาไว้ได้ อย่างไรก็ดี การดำเนินนโยบายทางการคลังทั้งหมดนี้ ควรทำภายใต้กรอบการคลังระยะกลาง ที่มีการวางแผนไว้อย่างรัดกุม แม้ในปัจจุบันรัฐบาลอาจมีความจำเป็นต้องใช้นโยบายการคลังที่ผ่อนคลายเพื่อช่วยเหลือประชาชน แต่หากมีกรอบการคลังระยะกลางที่ยึดโยงไว้อย่างมั่นคง สิ่งนี้จะเป็นตัวเหนี่ยวรั้งที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งนักลงทุนและประชาชนต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

