หน้าแรก เศรษฐกิจ สุริยะสั่ง กย...

สุริยะสั่ง กยท. คุมเสถียรภาพราคายาง หลังราคาพุ่งกว่า 40% คาดทรงตัวสูงถึงสิ้นปี 69

15.10.26 | 12:37 น.

สุริยะ สั่ง การยางฯ คุมเสถียรภาพราคายาง คาดราคายางพุ่งจนถึงสิ้นปี 69

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญและมุ่งขับเคลื่อนภาคการเกษตร ควบคู่ไปกับการยกระดับโอกาสทางเศรษฐกิจและรายได้ของเกษตรกรไทย โดยได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินงานเพื่อให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม สำหรับพืชยางพาราได้มอบหมายให้ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) บริหารจัดการผลผลิตและตลาดยางพารา ควบคู่กับการติดตามสถานการณ์ราคาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่สามารถส่งผลต่อระดับราคายางได้


นายสุริยะกล่าวว่า นอกจากนี้ยังกำหนดแนวทางดำเนินมาตรการเพื่อเพิ่มโอกาสด้านราคาและรายได้ให้กับเกษตรกรและทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่อุปทานยางเป็นสำคัญที่สุด โดยปัจจุบันพบว่า สถานการณ์ราคายางปรับตัวสูงขึ้น และมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2569 โดยจะเห็นได้จากราคายางเฉลี่ยในเดือนที่ผ่านมา (กันยายน 2569) ที่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดือนกันยายนในปี 2568 ทั้งราคาน้ำยางสด และยางก้อนถ้วย เพิ่มขึ้นถึงกว่า 40% สะท้อนโอกาสของเกษตรกรชาวสวนยางท่ามกลางปัจจัยสนับสนุนจากอุปทานยางที่ตึงตัวและความต้องการใช้ยางในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ตนได้สั่งการให้ กยท.ติดตามและดูแลบริหารจัดการยางพาราอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ระดับราคายางมีเสถียรภาพ

รายงานจากการยางแห่งประเทศไทย ระบุว่า ข้อมูลราคายางเฉลี่ยของเดือน กันยายน 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 โดยยางแผ่นรมควันชั้น 3 เพิ่มจาก 60.35 บาท เป็น 84.62 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 40.2% ยางแผ่นดิบเพิ่มจาก 58.34 บาท เป็น 82.21 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 40.9% น้ำยางสดเพิ่มจาก 55.22 บาท เป็น 79.90 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 44.7% และยางก้อนถ้วยเพิ่มจาก 52.29 บาท เป็น 73.60 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 40.8%

Advertisement

นายศันสนะ สุริยะโยธิน รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากปริมาณผลผลิตยางที่ลดลง จากสภาพอากาศ ในขณะที่ความต้องการใช้ยางในภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางล้อยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลประมาณการของสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (ANRPC) ระบุว่า ในปี 2569 ความต้องการใช้ยางธรรมชาติทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 15.356 ล้านตัน เทียบกับผลผลิตยางประมาณ 15.039 ล้านตัน จะเห็นได้ว่ามีส่วนต่างราว 317,000 ตัน ซึ่งปัจจัยด้านต้นทุนพลังงานและการขนส่งถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนให้ราคายางขยับขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่ยังสูงจึงเพิ่มต้นทุนในยางสังเคราะห์ รวมไปถึงต้นทุนการขนส่ง ตลอดจนค่าเงินบาทที่อ่อนตัวยังเข้ามาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยหนุนราคายางในรูปแบบเงินบาท

นายศันสนะกล่าวว่า ทั้งนี้ กยท.คาดว่าช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 นี้ ราคายางยังมีโอกาสทรงตัวในระดับสูงและปรับขึ้นได้เป็นระยะ หากปัจจัยด้านผลผลิตและความต้องการใช้ยางยังเอื้ออำนวย และ กยท.ยังคงมีมาตรการเพิ่มโอกาสด้านราคา ทั้งการบริหารผลผลิตของเกษตรกรเพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับทิศทางตลาด การรักษาเสถียรภาพในตลาด การขยายตลาดยางคุณภาพและพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและเสริมความสามารถในการแข่งขันของยางพาราไทย