กสทช. แจงปมนัดประชุม 1-2 ต.ค. ยันทำตามคำสั่ง ‘หมอสรณ’ ชี้สถานะประธาน ให้นายกฯ ถามเจ้าตัวเอง
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ลงนามหนังสือด่วนที่สุด ถึง เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เรื่อง “ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)” ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2569 เพื่อชี้แจงกรณีการจัดประชุม กสทช. เมื่อวันที่ 1-2 ตุลาคมที่ผ่านมา ภายหลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้อ้างถึง หนังสือสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0404/12973 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2569
โดยหนังสือระบุว่า เลขาธิการ กสทช. ชี้แจงเหตุผลในการดำเนินการเกี่ยวกับการเชิญประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในวันที่ 1 และ 2 ตุลาคม 2569 ภายหลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น
สำนักงาน กสทช. ขอเรียนชี้แจงว่า ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับ การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สำนักงาน กสทช. มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่สนับสนุนและรับผิดชอบงานธุรการของ กสทช. โดยมี เลขาธิการ กสทช. เป็นผู้รับผิดชอบการปฏิบัติงานของสำนักงาน กสทช. ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ ตามกฎหมาย ทั้งนี้ การดำเนินการเกี่ยวกับการจัดประชุม กสทช. เป็นภารกิจประการหนึ่งที่สำนักงาน กสทช. มีหน้าที่อำนวยความสะดวกและสนับสนุนการปฏิบัติงานของ กสทช. ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง กล่าวคือ
1. ในการดำเนินการเกี่ยวกับการประชุม กสทช. เมื่อวันที่ 1 และ 2 ตุลาคม 2569 นั้น สำนักงาน กสทช. ได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดประชุมตามบทบาทและหน้าที่ในทางธุรการ โดยอาศัยข้อเท็จจริงว่า ประธาน กสทช. ยังคงเข้าปฏิบัติหน้าที่และได้แจ้งยืนยันว่าตนยังคงดำรงตำแหน่ง ประธาน กสทช.
พร้อมทั้งมีข้อสั่งการให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดประชุมตามระเบียบ กสทช. ว่าด้วยข้อบังคับการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ. 2555 ซึ่งกำหนดให้ประธาน กสทช. เป็นผู้กำหนดนัดประชุม สำนักงาน กสทช. จึงได้ดำเนินการตามข้อสั่งการดังกล่าวภายใต้กรอบหน้าที่ในการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกด้านธุรการ โดยมิได้เป็นผู้ริเริ่มใช้อำนาจในการกำหนดการประชุม หรือใช้อำนาจวินิจฉัยรับรองสถานะทางกฎหมาย ของบุคคลใด
2. เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 สำนักงาน กสทช. ได้จัดให้มีการประชุมหารือภายใน เพื่อเตรียมความพร้อมในการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกด้านธุรการสำหรับการประชุมของกรรมการ กสทช. ทั้ง 5 ท่าน ตามที่ได้มีการกำหนดจัดขึ้น โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามบทบาทและหน้าที่ ของสำนักงาน กสทช. ในฐานะหน่วยงานธุรการของ กสทช. ซึ่งมีหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติงานของกรรมการ กสทช. ทุกท่านอย่างเสมอภาค เพื่อให้การดำเนินงานของ กสทช. เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและต่อเนื่อง
3. สำหรับประเด็นเกี่ยวกับสถานะการดำรงตำแหน่งของประธาน กสทช. ภายหลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา ตลอดจนเหตุผลในการพิจารณากำหนดนัดประชุม กสทช. นั้น เป็นประเด็น ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่และการพิจารณาใช้อำนาจของประธาน กสทช. โดยตรง ซึ่งสำนักงาน กสทช. ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่สนับสนุนและรับผิดชอบงานธุรการของ กสทช. อาจไม่อยู่ในฐานะที่จะชี้แจง ข้อเท็จจริงและเหตุผลประกอบการพิจารณาในประเด็นดังกล่าวได้อย่างครบถ้วน ดังนั้น เพื่อประโยชน์ ในการได้รับข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนรอบด้าน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาของนายกรัฐมนตรี จึงเห็นควรให้พิจารณาขอรับคำชี้แจงในประเด็นดังกล่าวจากประธาน กสทช. โดยตรง ทั้งนี้ ตามที่เห็นสมควร
ทั้งนี้ การดำเนินการของสำนักงาน กสทช. ดังกล่าว เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในทางธุรการ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ กสทช. ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย มิได้มีวัตถุประสงค์ หรือเจตนาที่จะขัดหรือแย้งต่อคำพิพากษาของศาลปกครอง และมิใช่การใช้อำนาจวินิจฉัยหรือรับรองสถานะ ทางกฎหมายของบุคคลใด โดยสำนักงาน กสทช. ยังคงยึดถือการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และคำพิพากษาของศาลเป็นสำคัญ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กล่าวโดยสรุปคือ สำนักงาน กสทช. ชี้แจงว่า การจัดประชุม กสทช. เมื่อวันที่ 1-2 ตุลาคม 2569 เป็นการดำเนินการตามข้อสั่งการของประธาน กสทช. (ศาตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์) ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบระเบียบ กสทช. ว่าด้วยข้อบังคับการประชุม พ.ศ. 2555 ซึ่งกำหนดให้ประธาน กสทช. เป็นผู้กำหนดนัดประชุม ส่วนประเด็นสถานะการดำรงตำแหน่งของประธาน กสทช. ภายหลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา เห็นควรให้นายกรัฐมนตรีขอคำชี้แจงจากประธาน กสทช. โดยตรง และยืนยันว่าการดำเนินการของสำนักงานเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ด้านธุรการ ไม่ได้ใช้อำนาจวินิจฉัยหรือรับรองสถานะทางกฎหมายของบุคคลใด และไม่มีเจตนาขัดหรือแย้งต่อคำพิพากษาของศาลปกครอง และยังคงยึดถือกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และคำพิพากษาของศาลเป็นสำคัญ

