ลึกลงไปในหุบเขาสลับซับซ้อนและป่าต้นน้ำอันบริสุทธิ์แห่งปลายด้ามขวาน ได้ซ่อนขุมทรัพย์ความอร่อยระดับตำนานที่ทำให้ ‘ยะลา’ เป็นมากกว่าจังหวัดที่มีผังเมืองสวยและได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดในประเทศไทย แต่คือหมุดหมายอันทรงคุณค่าที่สายกินตัวจริงต้องเดินทางมาเยือนสักครั้งในชีวิต
ด้วยสภาพภูมิประเทศภูเขาสูง อากาศเย็นชุ่มฉ่ำด้วยสายหมอกตลอดปี และสายน้ำธรรมชาติอุดมแร่ธาตุที่ไหลผ่านตลอดเวลา ได้กลายเป็นห้องทดลองทางธรรมชาติที่เนรมิตให้วัตถุดิบท้องถิ่นของยะลา มีรสสัมผัสและอัตลักษณ์เฉพาะตัวชนิดที่หาตัวจับยากและไม่มีใครเลียนแบบได้ ยิ่งเมื่อผสานกับความพิถีพิถันและหัวใจที่ยืนหยัดรักษามาตรฐานของเกษตรกรท้องถิ่น ผลผลิตแห่งผืนดินและสายน้ำที่นี่จึงยกระดับสู่สินค้า GI ที่ทรงคุณค่า
เราขอชวนทุกท่านมาร่วมออกเดินทางไปด้วยกันผ่าน 8 อัตลักษณ์ความอร่อยแห่งเมืองยะลา ที่จะเปลี่ยนมุมมองที่คุณมีต่อจังหวัดนี้ไปตลอดกาล และทำให้คุณต้องถามตัวเองว่า “ทำไมถึงยังไม่เคยไปลิ้มลองรสชาตินี้ด้วยตัวเองสักครั้ง ?”
‘ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา’ ต้นตำรับโอวฉี่หนามดำเนื้อครีมมี่แห่งเบตง
วิกฤตราคายางพาราตกต่ำ บวกกับความเหน็ดเหนื่อยจากการที่พ่อแม่ต้องตื่นไปกรีดยางตลอดทั้งคืน กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ครอบครัวของ ธณเดช จันวรธนันกุล เจ้าของสวน ‘บ้านไร่คุณหมอ’ ตัดสินใจโค่นต้นยาง แล้วปรับเปลี่ยนผืนดินบนภูเขาสูงในอำเภอเบตง มาปลูกทุเรียนสายพันธุ์ ‘หนามดำ’ หรือ ‘โอวฉี่’ เป็นพืชหลัก ซึ่งนับเป็นสวนยุคแรกๆ ที่นำทุเรียนสายพันธุ์นี้เข้ามาบุกเบิกในพื้นที่
“ย้อนกลับไปยุคแรกที่คุณพ่อเริ่มปลูก การดูแลยังเป็นไปตามวิถีชาวบ้านทั่วไป ใส่ปุ๋ยแล้วปล่อยไว้ตามธรรมชาติ รสชาติช่วงแรกเลยยังไม่สม่ำเสมอและไม่กลมกล่อมเท่าที่ควร พอผมเข้ามารับช่วงต่อ แม้จะไม่ได้มีความรู้เกษตรมาตั้งแต่ต้น แต่ก็ลงพื้นที่ไปศึกษาดูงาน หาความรู้จากกลุ่มอาจารย์และพี่ๆ เกษตรกรทางจังหวัดสุราษฎร์ธานีและจันทบุรี นำเรื่องการจัดการธาตุอาหาร การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และการบำรุงตามระยะมาปรับใช้อย่างเป็นระบบ
“ผลลัพธ์ที่ได้เรียกว่าเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย ดีขึ้นเยอะมาก จากทุเรียนรสชาติจืดๆ สีเนื้อไม่ขึ้น พอเราไปศึกษาและปรับใช้อย่างถูกต้อง เนื้อก็กลับมาเหลืองสวย แห้ง หวานมัน ได้คุณภาพตามที่ตั้งใจ”
นอกจากเทคนิคการดูแลอย่างพิถีพิถัน ความพิเศษของ ‘ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา’ สายพันธุ์หนามดำหรือโอวฉี่ของสวนบ้านไร่คุณหมอ ยังเกิดจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูง เมื่อฝนตก น้ำจะชะล้างไหลลงสู่คลองด้านล่างทันที ทำให้เนื้อทุเรียนไม่แฉะ ผสานกับสภาพอากาศบริสุทธิ์และแหล่งน้ำจากป่าต้นน้ำที่พัดพาแร่ธาตุธรรมชาติมาบำรุงลำต้น ส่งผลให้เนื้อทุเรียนแห้ง หอม และมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์
สำหรับเสน่ห์เฉพาะตัวและเคล็ดลับการทาน ธณเดช แนะนำว่า จุดเด่นก็คือ หวานก่อน หวานเสร็จแล้วหอมตามหลัง และการรับประทานทุเรียนหนามดำหรือโอวฉี่ให้ได้รสชาติอร่อยที่สุด จะต้องสังเกตระยะสุกที่พอดี โดยอาศัยการดมกลิ่นเมื่อกลิ่นออกสาบสุกหอมนิดๆ ให้รีบผ่าเลย
เนื้อทุเรียนยามนี้จะแห้ง นุ่มละมุน ไม่ติดมือ ให้รสสัมผัสกลมกล่อมคล้ายครีมเค้ก ซึ่งแม้จะมีความคล้ายคลึงกับสายพันธุ์ก้านยาว แต่กลับให้เนื้อเนียน หอม และหวานละมุนยิ่งกว่า โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดให้ได้ลิ้มลองเฉพาะช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมของทุกปีเท่านั้น
ส่วนเบื้องหลังตรา GI ที่สวนได้รับมานั้น เกิดจากการที่คณะกรรมการจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดยะลาลงพื้นที่ตรวจอย่างเข้มงวด ทั้งพิกัดแปลงบนเขาสูง แหล่งน้ำ มาตรฐานความปลอดภัย ตลอดจนร่วมชิมเนื้อจริงว่าแห้ง ไม่แฉะ และตรงตามเกณฑ์ ซึ่งการได้ตรา GI นี้ นอกจากจะการันตีคุณภาพแล้ว ยังช่วยให้ภาครัฐเข้ามาช่วยโปรโมตจนมียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นทุกปี
“อยากฝากเชิญชวนสายทุเรียนและคนที่ยังไม่เคยลิ้มลองทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา ให้ลองเปิดใจสัมผัสด้วยตัวเองดูสักครั้ง อยากให้ลองมาชิมก่อน เราแค่พรีเซนต์คร่าวๆ ให้ฟังว่า มันเหมือนที่เราโม้ไว้จริงหรือเปล่า” ธณเดชทิ้งท้ายเชิญชวนให้ทุกคนได้มาลองสัมผัสด้วยตัวเอง สนใจติดต่อโทร 094-4246615 หรือ เพจเฟซบุ๊ก ‘บ้านไร่คุณหมอ Baan Rai Kun Mor’
‘ส้มโชกุนเบตง’ สัจจะแห่งดินฟ้าอากาศเบตง รสชาติที่ไม่มีใครเลียนแบบได้
ผืนดินบนเขาสูงในอำเภอเบตงที่โอบอุ้มสวนทุเรียนให้ออกผลผลิตชั้นเลิศ ยังมีสภาพอากาศบริสุทธิ์และสายลมเย็นที่เอื้อต่อการเติบโตของผลไม้ขึ้นชื่ออีกชนิดอย่าง ‘ส้มโชกุนเบตง’
ความพิเศษของส้มโชกุนที่ปลูกในพื้นที่เบตง คือต่อให้นำสายพันธุ์เดียวกันนี้ไปปลูกในเชียงใหม่ หรือแม้แต่ย้ายไปปลูกในตัวเมืองยะลา รสชาติ สีผิว และกลิ่นหอมก็ไม่มีทางเหมือนเดิมได้ ซึ่ง รพีพงศ์ โรจน์กัลยาภา เจ้าของ ‘ไร่ส้มศศิ-นันท์’ ในอำเภอเบตง ได้พิสูจน์เอกลักษณ์ทางภูมิศาสตร์นี้ผ่านการทำสวนส้มด้วยใจรัก จนได้รับการการันตีด้วยตราสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในที่สุด
เสน่ห์ที่ทำให้ส้มโชกุนไร่ศศิ-นันท์ครองใจผู้บริโภค อยู่ที่รสชาติหวานอมเปรี้ยว ทั้งยังมีกากน้อยมากจนสามารถรับประทานได้ทั้งลูกโดยไม่หวานบาดคอ ซึ่งรพีพงศ์เล่าถึงหัวใจของการดูแลว่า “ผมทำด้วยใจรักทุกขั้นตอน การลงทุนของผมจะไม่เน้นเรื่องเงินเป็นหลัก ถ้ารสชาติยังไม่ดีผมก็พยายามปรับปรุงตรงนี้ให้ดีที่สุด คอยดูแลร่วมกับลูกน้องทุกเช้า ดูทุกต้นเลยว่าขาดเหลืออะไร พอถึงขั้นเก็บเกี่ยว ถ้าลูกไหนไม่ได้รสชาติจริงๆ เราก็จะไม่เก็บเลย
“ความอร่อยของส้มคือ เวลาเคี้ยวแล้วมันจะคล้ายๆ หวานเย็น พอหวานปุ๊บมันจะเย็น แล้วตามด้วยกลิ่นหอม พิเศษมากคือเวลาเคี้ยว มันเหมือนมีระเบิดอยู่ข้างใน เพราะเนื้อส้มมันมีความกรอบ คนกินเป็นจะรู้เลยว่ามันกรอบ แม้จะเป็นน้ำส้มแต่เวลากินมันจะมีความกรอบฉ่ำอยู่ในปาก”

รพีพงศ์ โรจน์กัลยาภา เจ้าของ ‘ไร่ส้มศศิ-นันท์’
สนใจติดต่อ : 086-0994955
แม้ว่าการได้รับการรับรองตรา GI จะส่งผลให้มีสายโทรศัพท์สั่งซื้อเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย แต่ด้วยขนาดพื้นที่สวนที่มีส้มอยู่ราว 500 ต้น ทำให้ผลผลิตในแต่ละรอบมีจำนวนจำกัดและจำหน่ายหมดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อขายหมดในฤดูกาลนั้นแล้วก็ไม่สามารถผลิตเพิ่มได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจมากที่สุด คือการรักษามาตรฐานจนลูกค้ายกให้เป็นอันดับหนึ่งในใจ
“ดีใจครับ เวลาเราทำผลผลิตออกไปแล้วลูกค้าชอบ สมมติว่าในเบตงมีสวนส้มอยู่ 10 เจ้า ลูกค้าเขาไปลองกินมาครบทุกเจ้า สุดท้ายเขาก็วนกลับมาซื้อที่สวนของผม พอบอกต่อๆ กันมาเรื่อยๆ จนกลับมาหาเรา แค่นี้ผมก็ชื่นใจแล้วครับ”
‘มังคุดในสายหมอกเบตง’ ไอเย็นบนทิวเขาเบตง เนรมิตผลไม้เนื้อนุ่มฟูฉ่ำลิ้น
ความอุดมสมบูรณ์ของทิวเขาเบตงยังส่งต่อมาถึงสวนผลไม้บนพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 200 เมตรขึ้นไป ยามเช้าจะมีหมอกหนาปกคลุมทั่วพื้นที่สม่ำเสมอ เกิดเป็นสภาวะแวดล้อมเฉพาะตัวที่หล่อเลี้ยง ‘มังคุดในสายหมอกเบตง’ ให้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
ซึ่งในอดีต มังคุดเคยเป็นผลผลิตที่ชาวบ้านในอำเภอเบตงปล่อยให้เจริญเติบโตตามธรรมชาติโดยไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร จนกระทั่งช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำ สุขสรรค์ วุฒิพิทักษ์ศักดิ์ เกษตรกรเจ้าของสวน ‘มังคุดในสายหมอกเบตง’ จึงมองเห็นโอกาสจากต้นมังคุดเดิมของครอบครัว หันมารับช่วงต่อและพัฒนาการปลูกให้มีคุณภาพ เพื่อสร้างมูลค่าให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้น
คุณสมบัติทางภูมิศาสตร์และสภาพภูมิอากาศเฉพาะตัวนี้เองที่ถูกนำมาใช้เป็นเกณฑ์หลักในการยื่นขอรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สำหรับการผลักดันจนได้รับตราสัญลักษณ์ GI สุขสรรค์เล่าด้วยความภาคภูมิใจว่า ทางกลุ่มต้องใช้เวลาและความพยายามร่วมกับพาณิชย์จังหวัดยะลานานถึง 3-4 ปี ซึ่งถือเป็นความสำเร็จร่วมกันของชาวเบตงทุกคน จึงอยากฝากถึงเพื่อนเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดด้วยกันว่า เมื่อได้รับตรา GI มาแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการช่วยกันรักษามาตรฐานและคุณภาพของมังคุดให้สมกับที่ได้รับการรับรอง
“มังคุดในสายหมอกเบตงจะมีเนื้อภายในที่ขาว ฟู และให้รสชาติหวานอมเปรี้ยวนิดหน่อย โดยการดูแลจะเริ่มขึ้นหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิต ทั้งการใส่ปุ๋ยบำรุง การตัดแต่งกิ่ง ตลอดจนการใช้สารชีวภัณฑ์ฉีดพ่นเพื่อกระตุ้นต้นพืช รวมถึงเน้นการดำเนินงานตามหลักการทางเกษตร ทั้งการวัดค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของดิน และการใส่ปุ๋ยให้ตรงกับความต้องการของพืช เพื่อให้ต้นมังคุดได้รับธาตุอาหารครบถ้วน ผลผลิตที่ได้จึงมีคุณภาพและออกผลได้ตรงตามเป้าหมาย”
หากใครสนใจอยากลิ้มลองมังคุดในสายหมอกเบตง ติดต่อได้ที่โทร 084-9006881 สุขสรรค์ วุฒิพิทักษ์ศักดิ์ เกษตรกรเจ้าของสวน ‘มังคุดในสายหมอกเบตง’
‘กล้วยหินบันนังสตา’ หวานนุ่ม วัตถุดิบ GI ชั้นเลิศ การันตีความปลอดภัยไร้โรค
นอกจากไม้ผลบนภูเขาสูงของเบตงแล้ว ผืนดินในอำเภอยะหายังเป็นแหล่งกำเนิดของ ‘กล้วยหินบันนังสตา’ พืชเศรษฐกิจเอกลักษณ์ประจำถิ่นที่ทรงคุณค่าและมีรสสัมผัสโดดเด่น
จุดเริ่มต้นวิกฤตจากการแพร่ระบาดอย่างหนักของ ‘โรคเหี่ยว’ ในสวนกล้วยหินแถบอำเภอบันนังสตา ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เกษตรอำเภอยะหาเร่งส่งเสริมให้ แวอูเซ็ง แวมะยิ และ รอฟูอะห์ แวมะยิ สองสามีภรรยาเกษตรกร ขยายพื้นที่ปลูก ‘กล้วยหิน’ มายังอำเภอยะหา เพื่อกระจายความเสี่ยงและร่วมกันรักษาพืชเศรษฐกิจทรงคุณค่าชนิดนี้เอาไว้
กล้วยหินบันนังสตาโดดเด่นด้วยเนื้อสัมผัสหนึบแน่น รสชาติหวานนุ่ม ยิ่งเมื่อนำไปแปรรูปเป็น ‘กล้วยฉาบ’ จะได้ความกรอบอร่อยกลมกล่อม นอกจากนี้ยังเป็นที่ต้องการอย่างมากในกลุ่มผู้เลี้ยง ‘นกกรงหัวจุก’ ที่นิยมนำไปเป็นอาหารเลี้ยงนก ส่งผลให้ผลผลิตมีตลาดรองรับและขายได้อย่างต่อเนื่อง
รอฟูอะห์ แวมะยิ (ซ้าย) และ แวอูเซ็ง แวมะยิ (ขวา)
เกษตรกรผู้เพาะปลูกกล้วยหินกล้วยหินบันนังสตา สนใจติดต่อ : 084-3310267
เนื่องจากอำเภอยะหามีปริมาณฝนน้อยกว่าอำเภอบันนังสตา ธารโต หรือเบตง สองสามีภรรยาจึงใส่ใจเรื่องการรดน้ำเป็นพิเศษ โดยรดน้ำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้งในช่วงหน้าแล้ง ส่วนการเตรียมดินจะขุดหลุมขนาด 50×50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร แล้วปรับสภาพดินด้วยปูนขาวผสมยูเรีย 1 กำมือ ก่อนกลบดินทิ้งไว้ 3 สัปดาห์จึงลงปลูก และเริ่มใส่ปุ๋ยบำรุงเมื่อต้นกล้วยมีอายุครบ 1 เดือน
เพื่อแก้ปัญหาโรคระบาดอย่างยั่งยืน ทั้งคู่ได้ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ ‘ต้นพันธุ์เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ’ จากห้องแล็บในจังหวัดตรัง ซึ่งผ่านการตรวจสอบแล้วว่าปลอดโรค 100% แทนการใช้หน่อกล้วยแบบดั้งเดิม พร้อมทั้งนำนวัตกรรมทางชีวภาพมาดูแลทุกๆ 15 วัน และหมั่นตัดแต่งใบแก่เพื่อรักษาความสะอาดของแปลงปลูก โดยมีเกษตรอำเภอยะหาและเกษตรจังหวัดยะลาเข้ามาติดตามและให้คำแนะนำถึงสวนทุก 2 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน
การพิถีพิถันส่งผลให้กล้วยหินบันนังสตาของสวนได้รับการขึ้นทะเบียน GI สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ซื้ออย่างมาก โดยมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่มารับซื้อถึงหน้าสวน ในราคาประกันแบบเครืออยู่ที่ประมาณ 17 บาทต่อกิโลกรัม หากขายแบบหวีเล็กจะอยู่ที่ประมาณ 20 บาทต่อกิโลกรัม และหวีใหญ่ลูกโตน้ำหนัก 3-4 กิโลกรัม จะมีราคาสูงถึง 27 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งปัจจุบันผลผลิตกล้วยหินบันนังสตาที่ส่งจำหน่ายทั้งในยะลาและจังหวัดใกล้เคียงอย่างปัตตานี ยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด
แวอูเซ็ง ยังฝากทิ้งท้ายด้วยว่า “กล้วยของเราปลอดโรคแน่นอน เพราะต้นพันธุ์มันมาจากเพาะเนื้อเยื่อ ส่งมาจากห้องแล็บ ก็อยากให้ลองมากินดู มันอร่อยมาก แล้วเท่าที่ผมเคยไปต่างจังหวัด แถวภาคอีสานหรือกรุงเทพฯ ผมไม่เคยเจอเลย มีแต่กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า หรือกล้วยเล็บมือนาง บางคนยังไม่รู้จักเลยว่ากล้วยหินเป็นยังไง รูปทรงแบบไหน ถ้าอยากรู้ว่าอร่อยแค่ไหน ก็ต้องลองมาเจอกันที่นี่”
‘ปลานิลสายน้ำไหลเบตง’ พลังกระแสน้ำธรรมชาติจากภูเขา สร้างเนื้อปลาแน่นไร้กลิ่นโคลน
พ้นจากผลไม้บนผืนดิน สายน้ำบริสุทธิ์จากป่าต้นน้ำบนภูเขาในอำเภอเบตงคือขุมพลังสำคัญในการสร้างสรรค์วัตถุดิบชั้นเลิศอย่าง ‘ปลานิลสายน้ำไหลเบตง’ โดยมี สิทธิพันธุ์ อนันตรทิวากร เกษตรกรผู้คล่ำหวอดในวงการนานกว่า 8 ปี เป็นผู้ถ่ายทอดความพิเศษ
หัวใจสำคัญของการเลี้ยงปลาที่นี่ คือการปล่อยให้น้ำสะอาดจากธรรมชาติไหลผ่านบ่อเลี้ยงตลอด 24 ชั่วโมง กระแสน้ำที่ไหลเวียนไม่หยุดนิ่ง บังคับให้ปลาต้องว่ายทวนน้ำอยู่เสมอ ส่งผลให้เนื้อปลานิลมีความแน่นเป็นพิเศษ นุ่มเด้ง รสหวานธรรมชาติ และปราศจากกลิ่นสาบโคลนโดยสิ้นเชิง ซึ่งถือเป็นอัตลักษณ์และเปรียบเสมือนซิกเนเจอร์ประจำท้องถิ่นของเบตง

สิทธิพันธุ์ อนันตรทิวากร เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลานิลสายน้ำไหลเบตง
สนใจติดต่อ : 082-2276561
เมื่อพูดถึงเรื่องต้นทุนและการสร้างรายได้ สิทธิพันธุ์ อธิบายว่า ต้นทุนการเลี้ยงซึ่งครอบคลุมทั้งค่าพันธุ์ปลาและค่าอาหารจะคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของราคาขาย โดยปัจจุบันราคาขายหน้าร้านหรือขายส่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตจะอยู่ที่ประมาณ 50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถือว่าสร้างผลตอบแทนได้น่าพอใจ
อีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต คือการยกระดับเข้าสู่การรับรองตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของจังหวัดยะลา ซึ่ง สิทธิพันธุ์ เล่าว่า แม้กระบวนการเลี้ยงก่อนและหลังการได้ GI จะเน้นการใช้น้ำธรรมชาติเหมือนเดิม แต่การมีมาตรฐาน GI เข้ามาช่วยคุมระเบียบ กฎเกณฑ์ และมาตรฐานการดูแลทั้งเรื่องน้ำและอาหารในพื้นที่ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด เป็นการป้องกันไม่ให้มีปลาจากแหล่งอื่นเข้ามาสวมสิทธิ์แอบอ้างเป็นปลานิลสายน้ำไหลเบตง
ขณะที่ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่ได้รวมตัวกันเป็น ‘กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงและแปรรูปปลานิลสายน้ำไหลเบตง’ เพื่อร่วมกันผลิตและกระจายสินค้าส่งออกไปวางจำหน่ายทั้งในตลาด ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าต่างๆ
“รู้สึกดีใจและภูมิใจที่ได้รับตราสัญลักษณ์นี้ เพราะมันเป็นการคุมคุณภาพปลา ทำให้รู้สึกว่าเป็นปลาพรีเมียม และช่วยให้ยอดขายของเราเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และขอยืนยันว่า ปลานิลสายน้ำไหลเบตงทุกตัวของเราได้รับการควบคุมคุณภาพภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสกับปลานิลคุณภาพสูงที่มีรสชาติอร่อย มั่นใจได้ในทุกๆ จาน”
‘ปลาพลวงชมพู’ วัตถุดิบระดับตำนานที่มีเงินใช่ว่าจะหากินได้ง่ายๆ
นอกจากปลานิลสายน้ำไหลแล้ว สายน้ำเย็นฉ่ำในจังหวัดยะลายังเป็นถิ่นกำเนิดของ ‘ราชาแห่งปลาน้ำจืด’ ระดับตำนานอย่าง ‘ปลาพลวงชมพู’ วัตถุดิบสุดพรีเมียมที่ขึ้นชื่อชนิดที่ว่า ต่อให้มีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อกินกันได้ง่ายๆ เพราะไม่ได้มีวางขายทั่วไป และผลผลิตมีจำนวนจำกัดมาก หากอยากสัมผัสรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ที่แท้จริง ต้องเดินทางมาลิ้มลองถึงเมืองยะลาเท่านั้น
ปลาชนิดนี้ได้รับพระราชทานชื่อจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องจากเคยเสวย และยกให้เป็นปลาประจำจังหวัดยะลา โดย พงษ์พัชร จินดาพล ผู้จัดการอันดาฟาร์ม ‘อาณาจักรปลาพลวงชมพู’ เล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า ผมเป็นชาวจังหวัดพังงาที่ย้ายมาตั้งรกรากในยะลาจนได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลนครยะลา ยามนั้นเขาเริ่มค้นหาของดีเมืองยะลาจนพบชื่อปลาพลวงชมพู กระทั่งช่วงวิกฤตโควิด-19 ปี พ.ศ. 2563 ผมได้ขุดสระว่ายน้ำให้ลูกหลานเล่นที่บ้าน พอเด็กๆ โตขึ้นไม่ได้ใช้สระ จึงลองนำปลาพลวงชมพูมาเลี้ยง เพราะประทับใจในรสชาติความอร่อยจนหันมาร่วมอนุรักษ์และขยายพันธุ์อย่างจริงจัง

พงษ์พัชร จินดาพล ผู้จัดการอันดาฟาร์ม ‘อาณาจักรปลาพลวงชมพูยะลา’ (ขวา)
สนใจติดต่อโทร 081-9698582 หรือ เพจเฟซบุ๊ก ‘อันดาฟาร์ม ปลาพลวงชมพู’
ความยากและหรูหราของปลาชนิดนี้ อยู่ที่กระบวนการเลี้ยงที่ต้องอาศัยสภาพแวดล้อมเฉพาะตัวอย่างสายน้ำสะอาดบริสุทธิ์ จุดเด่นคือเนื้อนุ่มและแน่น สามารถรับประทานได้ทั้งเกล็ด ทว่าแม้จะมีอัตราการรอดชีวิตสูง แต่กลับใช้เวลาเลี้ยงนานมาก หากเลี้ยงระบบออร์แกนิกในฟาร์มต้องใช้เวลานานถึง 4 ปี หรือประมาณ 3 ปีในแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีกระแสน้ำไหล กว่าจะได้ขนาดที่พร้อมเสิร์ฟ
ความประณีตและระยะเวลาอันยาวนานนี้ ส่งผลให้ปลาเนื้อมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 3,500 บาท และเมื่อส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย บรูไน หรือจีน ราคาจะพุ่งสูงถึง 5,000-7,000 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นแท่นเป็นปลาน้ำจืดที่แพงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งด้วยปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดน้อยและถูกจับจองล่วงหน้าเกือบทั้งหมด การจะได้ลิ้มรสปลาพลวงชมพูสดๆ จึงกลายเป็นประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ต้องตั้งใจเดินทางมาทานที่ยะลาด้วยตัวเองเท่านั้น
“ภูมิใจมากที่ปลาพลวงชมพูได้รับตรา GI เพราะนอกจากช่วยยกระดับและเพิ่มมูลค่าให้ปลาท้องถิ่น ตรา GI ยังสร้างความมั่นใจในการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ ทั้งมาเลเซีย บรูไน และจีน ซึ่งฟาร์มเรามีมาตรฐาน GAP รองรับครบถ้วน แถมยังเป็นฟาร์มออร์แกนิกที่ปลอดภัยจากสารเคมีปนเปื้อน ตรา GI นี้เลยเป็นสิ่งการันตีคุณภาพที่ช่วยผลักดันปลาพลวงชมพูของเราให้ก้าวสู่ตลาดสากลได้”
‘ไก่เบตงยะลา’ ราชาแห่งไก่บ้าน เนื้อหวาน แน่น นุ่ม การันตีมาตรฐาน GI
ถ้าพูดถึงของดีเมืองเบตง จังหวัดยะลา เชื่อว่าหลายคนต้องนึกถึง ‘ไก่เบตงยะลา’ ขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ และคนที่รู้ลึกรู้จริงเรื่องนี้คงหนีไม่พ้น ธนวัฒน์ รัศมีพิไล เจ้าของ ‘ฟาร์มบ่อน้ำร้อนไก่เบตง’ ผู้ปลุกปั้นการเลี้ยงไก่เบตงสายพันธุ์แท้จนเพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) มาสดๆ ร้อนๆ
ธนวัฒน์ เปิดใจเล่าให้ฟังว่า เสน่ห์ของไก่เบตงที่ฟาร์มบ่อน้ำร้อนไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แต่เริ่มตั้งแต่การคัดสายพันธุ์อย่างพิถีพิถัน โดยพ่อพันธุ์ต้องมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 3 กิโลกรัม และแม่พันธุ์ต้องไม่ต่ำกว่า 2.2 กิโลกรัม ในช่วงอายุประมาณ 5 เดือน โดยคัดเฉพาะตัวที่สมบูรณ์และแข็งแรงที่สุด ที่สำคัญคือ ทั้งพ่อแม่พันธุ์และลูกไก่ทุกตัวจะเกิดและเติบโตในฟาร์มแห่งนี้แบบ 100% ไม่มีการเอาลูกไก่จากข้างนอกเข้ามาปะปนเลยแม้แต่ตัวเดียว เพราะนี่คือหัวใจสำคัญในการรักษาความบริสุทธิ์ของสายพันธุ์เพื่อยืนยันความเป็นไก่เบตงตัวจริง

ธนวัฒน์ รัศมีพิไล เจ้าของ ‘ฟาร์มบ่อน้ำร้อนไก่เบตง’
สนใจติดต่อโทร 088-3880668
“ถ้าพูดถึงตระกูลไก่บ้าน ไก่เบตงยะลาขึ้นชื่อที่สุดในประเทศไทยอยู่แล้ว ก็อยากให้ลองชิมดู ที่ฟาร์มของผมเลี้ยงโดยไม่ใช้เคมี 100% เป็นกึ่งจุลินทรีย์กึ่งอินทรีย์ เราใช้น้ำหมักชีวภาพมาให้ไก่กิน พวกน้ำมะพร้าว ข้าวหมาก นมเปรี้ยว ซึ่งคนก็กินได้”
ฟังดูเหมือนเลี้ยงง่าย แต่ธนวัฒน์แง้มให้ฟังว่า ไก่เบตง 1 ตัว จะกินอาหารเฉลี่ยวันละประมาณ 1 ขีด คิดเป็นค่าอาหารวันละ 2 บาท กว่าจะประคบประงมเลี้ยงจนพร้อมขายตอนอายุ 5 เดือน ถึง 5 เดือนครึ่ง จะมีต้นทุนค่าอาหารตกอยู่ที่ตัวละประมาณ 300 บาท แถมในการทำฟาร์มก็ยังต้องรับมือกับปัจจัยความเสี่ยงและการสูญเสียตามธรรมชาติ เลี้ยงเริ่มต้น 100 ตัว พอถึงเวลาจับขายจริงก็อาจจะไม่เหลือเต็มร้อย เพราะมีอัตราการสูญเสียระหว่างทางที่ต้องบริหารจัดการ
ถ้าอยากรู้ว่าไก่เบตงแท้ๆ หน้าตาเป็นอย่างไร ธนวัฒน์บอกว่าสังเกตได้ไม่ยาก ให้มองหาไก่ที่มีขนสีเหลืองทอง ไม่มีขนปีกยาวหรือขนหางยาว ปาก เหลือง ขา เหลือง หน้าแข้ง เหลือง หนัง เหลือง และมีหงอนจักรสีแดงสดตัดกันอย่างลงตัว แต่สิ่งที่ทำให้ใครต่อใครตกหลุมรักจนยกให้เป็น ‘ราชาแห่งไก่บ้าน’ เพราะรสสัมผัสเวลาเอาไปทำอาหาร หนังจะมีความกรอบกรุบ เนื้อหวาน หอม และแน่นนุ่มกำลังดี ชนิดที่หาไก่ทั่วไปมาเทียบได้ยาก
“ถ้าอยากกินไก่เบตงยะลาพันธุ์แท้ที่เลี้ยงในอำเภอเบตงจริงๆ ก็มีแต่ที่ฟาร์มบ่อน้ำร้อนนี่แหละครับ เพราะเราเลี้ยงในพื้นที่อำเภอเบตง และที่สำคัญคือผมไม่ใช้เคมีภัณฑ์ในการเลี้ยงไก่ 100% มั่นใจได้เลย”
‘ข้าวหอมมือลอ’ มรดกสายเลือดข้าวพื้นเมืองแห่งบุดี สุดยอดขุมทรัพย์โภชนาการสูง
เมื่อมีสุดยอดวัตถุดิบสายน้ำและเนื้อสัตว์ชั้นเลิศประดับโต๊ะอาหาร สิ่งที่จะมาร้อยเรียงความอร่อยให้สมบูรณ์แบบที่สุด ย่อมหนีไม่พ้นข้าวร้อนๆ กลิ่นหอมโชย จากสายเลือดข้าวพื้นเมืองบริสุทธิ์แห่งตำบลบุดี อำเภอเมือง จังหวัดยะลา
โรสนี ดอเลาะ ตัวแทนวิสาหกิจกลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวพื้นเมืองปลอดสารพิษ ‘ข้าวบุดี’ เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของการปลุกคืนชีวิตมรดกการทำนาที่สืบทอดกันมาจากรุ่นปู่ย่าตายาย โดยทางกลุ่มได้ทดลองนำข้าวสายพันธุ์พื้นเมืองถึง 5 สายพันธุ์เข้าสู่ตลาด ก่อนจะพบคำตอบว่า ‘ข้าวหอมมือลอ’ และ ‘ข้าวเลือดปลาไหล’ คือสองสายพันธุ์ที่ตอบโจทย์และครองใจผู้บริโภคได้สูงสุด จึงมุ่งมั่นขยายพื้นที่ปลูกและทำการตลาดร่วมกันอย่างจริงจัง
อัตลักษณ์อันโดดเด่นของ ‘ข้าวหอมมือลอ’ คือเป็นข้าวพันธุ์เบาที่สุดในตระกูลข้าวหนักของตำบลบุดี มีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 150 วัน (ราว 5 เดือน) ลักษณะรวงสั้นสวยงาม แตกกอได้ดีเยี่ยม และชูจุดเด่นด้วยกลิ่นหอมฟุ้งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เพียงอร่อยเท่านั้น แต่ยังเป็น ‘ขุมทรัพย์ทางโภชนาการ’ เพราะอุดมไปด้วยสารแกมมาโอไรซานอล (Gamma Oryzanol) ในปริมาณสูง ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในการบำรุงเซลล์สมอง บำรุงผิวพรรณ ช่วยชะลอวัย และลดความเสี่ยงการเกิดโรคอัลไซเมอร์
“ข้าวหอมมือลอมีสารแกมมาโอไรซานอลสูง อย่างน้อยเวลาเรากินข้าว เราก็อยากกินข้าวที่ดีที่สุดสำหรับร่างกาย ไม่อยากนำสารที่ไม่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกาย การได้กินข้าวหอมมือลอจะได้รับสารที่มีประโยชน์ทั้งบำรุงสมอง บำรุงผิว และชะลอวัย เลือกหาคุณค่าและสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตดีกว่า”
เนื่องจากข้าวของทางกลุ่มเป็นข้าวกล้อง 100% เคล็ดลับความอร่อยจึงอยู่ที่การใช้อัตราส่วนน้ำประมาณ 1.5 ถึง 1.8 เท่า ซึ่งใส่น้ำมากกว่าปกติเล็กน้อยตามธรรมชาติของข้าวพันธุ์หนัก และเสน่ห์ตรึงใจที่สุดจะเกิดขึ้นขณะหุง เมื่อกลิ่นหอมฟุ้งโชยออกมาตอนน้ำกำลังเดือดจนชวนให้หิว ยามตักเข้าปากจะได้รสสัมผัสหวานนุ่มปลายลิ้น โดยที่ค่าดัชนีน้ำตาลยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติของข้าวทั่วไป ให้ทั้งความอร่อยและสุขภาพดีไปพร้อมกัน
แม้ในปัจจุบันข้าวหอมมือลอจะยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน GI แต่ก็การันตีคุณภาพด้วยการผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวแรกอันมั่นคง โดยขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนสำคัญของการปรับปรุงและคัดเลือกสายพันธุ์ทางพันธุกรรมให้มีความบริสุทธิ์สูงที่สุด เพื่อจดทะเบียนรับรองสายพันธุ์อย่างเป็นทางการ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่เป้าหมายใหญ่ในการยื่นขอรับรองตรา GI ในอนาคตต่อไป
สำหรับใครที่อยากลิ้มลองรสชาติและสัมผัสกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของข้าวหอมมือลอ สามารถสั่งซื้อได้ทั่วประเทศผ่านช่องทางออนไลน์ Facebook ‘ข้าวบุดี’ ส่วนในพื้นที่จังหวัดยะลา มีวางจำหน่ายที่ร้านเครือข่าย OTOP, ร้านเทรดเดอร์ยะลา และเฟรชมาร์ท มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา หรือติดต่อโดยตรงกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 093-398-3781
เรื่องราวของผลผลิตอันทรงคุณค่าทั้ง 8 ชนิดนี้ ถ่ายทอดบทบันทึกแห่งชีวิต ความรัก ผืนดิน และภูมิปัญญาของชาวยะลา ที่ร่วมมือกันเจียระไนวัตถุดิบพื้นบ้านให้กลายเป็นมรดกทรงคุณค่าระดับสากล พร้อมเปิดเมืองต้อนรับให้ทุกคนเดินทางมาสัมผัสอัตลักษณ์ความอร่อยอันเป็นเอกลักษณ์ด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิต



