หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกนิติ อวด I...

เอกนิติ อวด IMF ชมวินัยการคลังไทย ย้ำมาถูกทาง พร้อมถกทวิภาคีปรามสแกมเมอร์-ทุนเทา

16.10.26 | 17:58 น.

เอกนิติ อวด IMF ชมวินัยการคลังไทย ย้ำมาถูกทาง พร้อมถกทวิภาคีปรามสแกมเมอร์-ทุนเทา

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ว่า จากการประชุมช่วงที่ผ่านมา นางคริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการใหญ่ IMF ได้ชื่นชมประเทศไทยในเรื่องวินัยการคลัง


โดยระบุว่า ไทยเดินมาถูกทางในการควบคุมการคลังอย่างเข้มงวด ซึ่งช่วยให้ต้นทุนทางการเงินของประเทศคงอยู่ในระดับต่ำต่างจากหลายประเทศในฝั่งตะวันตกที่ไม่เน้นวินัยการคลัง จนส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก อาทิ สหรัฐที่พุ่งสูงเกิน 5% ตลอดจนอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรในยุโรปและญี่ปุ่นที่ปรับตัวสูงขึ้น ในทางกลับกันอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับเพียง 2.3 – 2.4% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจของตลาดการเงินโลกต่อเสถียรภาพทางการคลังและเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างชัดเจน

นายเอกนิติ กล่าวว่า บทเรียนสำคัญที่ IMF เน้นย้ำแก่ประเทศสมาชิก คือการไม่พึ่งพาเพียงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยลำพัง แต่ต้องมุ่งมั่นสร้างเสถียรภาพ รักษาวินัยการคลัง และเน้นการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต โดยประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ได้เปรียบเนื่องจากอยู่ในห่วงโซ่การผลิตสำคัญในโลกของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งไทยได้นำเสนอวิสัยทัศน์ว่า ประเทศไทยจะเปลี่ยนแนวคิดจากการมองเพียงเม็ดเงินลงทุน มาเป็นการใช้การลงทุนสมัยใหม่และเทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับและพัฒนาทักษะของคนไทยให้มีความเชี่ยวชาญ เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และสร้างรายได้ที่ดีขึ้น ซึ่งแนวทางนี้ได้รับการยอมรับว่าสอดคล้องกับข้อเสนอแนะของ IMF ที่มอบให้แก่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก

ในส่วนของการหารือทวิภาคี กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร่วมประชุมกับ ประธาน FATF (Financial Action Task Force) และได้หารือร่วมกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ โดย FATF ได้แสดงความชื่นชมประเทศไทยอย่างมากในความเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์และกลุ่มทุนสีเทา ซึ่งไทยได้นำเสนอแนวคิด Connect the Dot ที่เป็นการแก้ไขปัญหาข้อจำกัดในอดีตที่ต่างคนต่างทำ มาเป็นการบูรณาการข้อมูลและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก.ล.ต. และแบงก์ชาติ

Advertisement

“ไทยได้ร่วมมือกับ IMF ในการนำบทเรียนความสำเร็จดังกล่าวไปจัดทำเป็น Bangkok Blueprint (พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ) เพื่อเป็นกรอบแนวทางมาตรฐานให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกนำไปใช้เป็นต้นแบบในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและทุนเทา เนื่องจากปัญหาการหลอกลวงของสแกมเมอร์และทุนเทาเป็น ปัญหาข้ามชาติ ที่เหยื่ออาจถูกหลอกลวงในประเทศหนึ่ง แต่เส้นทางการเงินถูกโอนย้ายไปยังอีกประเทศหนึ่ง และแปรสภาพผ่านสินทรัพย์ทางการเงินหลากหลายรูปแบบ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในระดับนานาชาติ” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ในมิติการพัฒนาเทคโนโลยี ธนาคารโลกเน้นย้ำถึงความสำคัญของการนำเอไอในรูปแบบที่ไม่ซับซ้อน หรือ Small AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนฐานรากได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง โดยในโอกาสนี้ประธานธนาคารโลกได้กล่าวชื่นชมและยกโครงการนกกระซิบของประเทศไทย ขึ้นเป็นต้นแบบบนเวทีการประชุมระดับโลก ซึ่งโครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการนำ AI มาช่วยผู้ค้าขาย แผงลอย และพ่อค้าแม่ค้าตามท้องถนน ให้สามารถทำมาค้าขายและเพิ่มยอดขายได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการนำข้อมูลการค้าขายมาประมวลผลเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ค้ารายย่อยเข้าถึงระบบสินเชื่อในระบบ ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ อาทิ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งช่วยดึงผู้ค้ารายย่อยเข้าสู่ระบบการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ