ส.ส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ชี้ IMF-World Bank 2026 เปิดโอกาสฟื้นเชื่อมั่นโลก เผยเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพ 3 เท่า จับตาเงินเฟ้อพุ่ง-หนี้ท่วม แนะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
นายมงคล ลีลาธรรม นายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย (TIA) กล่าวถึงการประชุม IMF-World Bank 2026 ว่า ถือเป็นการประชุมครั้งที่ 2 ในรอบ 35 ปีที่ไทยได้รับหน้าที่เจ้าภาพ นับเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย หลังได้รับความสนใจจากนานาประเทศ ผู้บริหารระดับสูงขององค์การระหว่างประเทศ ตลอดจนภาคธุรกิจและสื่อมวลชนทั่วโลก ทั้งนี้ การประชุมมีผู้แทนจาก 191 ประเทศเข้าร่วม และมีผู้เข้าร่วมงานเกือบ 20,000 คน จึงเป็นเวทีสำคัญในการสะท้อนศักยภาพของไทยและเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบาย โดยเฉพาะประเด็นการพัฒนาเศรษฐกิจ การสร้างความสามารถในการแข่งขัน และการยกระดับประเทศให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
นายมงคล กล่าวว่า สิ่งที่ประเทศไทยแสดงออกมาได้อย่างโดดเด่นคือ Soft Power ทั้งอาหารไทย วัฒนธรรม การต้อนรับอย่างอบอุ่น และอัตลักษณ์ท้องถิ่น ซึ่งได้รับการกล่าวถึงในทางชื่นชม สะท้อนให้เห็นว่าไทยยังมีจุดแข็งด้านเศรษฐกิจฐานรากและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สามารถต่อยอดได้
อย่างไรก็ตาม การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีจะเกิดประโยชน์ในระยะยาวได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของรัฐบาลว่าจะสามารถเปลี่ยนความสนใจจากนานาประเทศให้เป็นความเชื่อมั่นและโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงได้มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ ต้องชื่นชมการจัดประชุมและการดูแลความเรียบร้อยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมองว่าการบริหารสถานการณ์ควบคู่กับการรับฟังเสียงของประชาชนที่อยู่นอกพื้นที่ประชุมเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถสื่อสารภาพลักษณ์ที่ดีต่อประชาคมโลกได้
“ผมคิดว่าเป็นโอกาสของประเทศไทยที่ได้รับความสนใจมากขึ้นจากนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศ แต่เรื่องสำคัญคือการบริหารจัดการที่จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อไป”นายมงคลกล่าว
นายมงคล กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทย หลัง IMF คาดการณ์การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไว้ที่ 2.1% ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ไว้ที่ 2.3% นั้นมองว่าเศรษฐกิจไทยไม่น่าจะมีตัวเลขอะไรดีขึ้น เนื่องจากยังไม่มีสัญญาณใดที่รัฐบาลจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา คาดว่าน่าจะเท่ากับปีที่ผ่านๆ มา ทั้งนี้ ปัญหาสำคัญของไทยไม่ได้อยู่เพียงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน และจำเป็นต้องอาศัยนโยบายสาธารณะที่กล้าหาญในการแก้ไข ประเทศไทยยังคงพึ่งพาโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิม โดยเฉพาะการจำหน่ายสินค้าเกษตรในรูปวัตถุดิบ โดยไม่ได้เพิ่มมูลค่าผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างเพียงพอ ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กในท้องถิ่นยังเข้าถึงเทคโนโลยี เงินทุน และโอกาสในการสร้างรายได้ ได้อย่างจำกัด
“ประเทศไทยไม่ได้ทำเรื่องนี้มาเป็น 100 ปีแล้ว โครงสร้างเดิมที่มีอยู่ ขายข้าว ขายเป็นเกษตรเป็นกิโล เป็นตัน เมื่อ 100 กว่าปีก่อน วันนี้ก็ขายอย่างนี้ ไม่ได้เพิ่มมูลค่าเข้าไปในสินค้าเกษตร หรือทำให้คนตัวเล็กมีรายได้ มีนวัตกรรม และเข้าถึงเทคโนโลยีในราคาที่ไม่แพง ประเทศไทยมีลักษณะที่เรียกว่าทำเลทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ดีที่สุดของอาเซียนเลยนะ เพราะฉะนั้นเราก็โตต่ำกว่าศักยภาพถึง 3 เท่าตัว คิดว่าเราน่าจะโตถึง 5-6% ด้วยซ้ำเหมือนประเทศเพื่อนบ้าน”นายมงคลกล่าว
นายมงคล กล่าวว่า นอกจากนี้ โครงสร้างตลาดแรงงานก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน โดยผู้ประกอบอาชีพอิสระและผู้ที่ไม่ได้ทำงานภายใต้นายจ้างมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สะท้อนผ่านผู้ประกันตนมาตรา 39 และมาตรา 40 เมื่อเทียบกับมาตรา 33 ซึ่งเป็นกลุ่มลูกจ้างที่มีนายจ้าง ทำให้เส้นแบ่งระหว่างการประกอบอาชีพกับการประกอบธุรกิจแคบลงอย่างมาก ขณะเดียวกัน รายได้ของประชาชนยังไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพและภาระหนี้สิน รายได้ระดับ 15,000 บาทต่อเดือนเริ่มไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตในประเทศไทย และจำเป็นต้องยกระดับรายได้ให้ประชาชนสามารถเลี้ยงตัวเองได้ พร้อมลดภาระหนี้สินอย่างเป็นรูปธรรม
“รายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย ภาระหนี้สินก็ท่วมตัว พูดง่าย ๆ ว่าเกินแล้วโตยาก รัฐบาลจำเป็นต้องหันมาดูศักยภาพของท้องถิ่นและอาชีพของคนทำมาหากิน ทำอย่างไรให้รายได้สามารถเลี้ยงตัวเองและพ้นภาระหนี้ได้”นายมงคลกล่าว
นายมงคล กล่าวว่า หากไทยไม่เร่งแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจอาจเผชิญภาวะที่เรียกว่า โตต่ำและไม่ทั่วถึง โดยผลกระทบจะตกอยู่กับประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการรายเล็กเป็นลำดับแรก อย่างภาษาฝรั่งที่เขาบอกว่า Winter is coming ฤดูหนาวกำลังมา ถ้าไม่ทำอะไรเลย ความหมายก็คือวิกฤตซ้อนวิกฤต หรือความยืดเยื้อของเราจะแย่ลงเรื่อย ๆ เพราะคนจะหยุดการใช้จ่าย และอีกหนึ่งสิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ แรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ซึ่งอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำ ซึ่งหากต้นทุนการผลิตสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่รายได้และกำลังซื้อของประชาชนไม่เพิ่มตาม จะยิ่งซ้ำเติมทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน
นายมงคล กล่าวว่า ทั้งนี้ ปัญหาพลังงานหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ อาจฉุดให้เงินเฟ้อสูงกว่า 2.5% โดยบางสำนักได้ประเมินว่าอาจขยับเข้าใกล้ 3% หรือสูงกว่า 4% หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการประเมินตามสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่ข้อยืนยันว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน นอกจากนี้ ภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังเพิ่มจากประมาณ 40,000 ล้านบาท เป็น 100,000 ล้านบาท สะท้อนข้อจำกัดของการใช้มาตรการอุดหนุนราคาพลังงานแบบถ้วนหน้าเพื่อพยุงค่าครองชีพ
นายมงคล กล่าวว่า การอุดหนุนราคาพลังงานแบบถ้วนหน้าอาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสมในระยะยาว เพราะใช้งบประมาณจำนวนมากและไม่สามารถช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยได้อย่างตรงจุด รัฐบาลจึงควรปรับโครงสร้างราคาพลังงาน และเปลี่ยนไปให้ความช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางอย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น หากเศรษฐกิจเติบโตต่ำ ขณะที่ต้นทุนสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น ประชาชนจะมีกำลังซื้อหดตัว ภาคธุรกิจขายสินค้าได้ลดลง และอาจเกิดแรงกดดันต่อเนื่องจากฝั่งอุปสงค์ ซึ่งจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ยาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและธุรกิจที่มีเงินทุนหมุนเวียนจำกัด
นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจซ้ำเติมต้นทุนการผลิตและรายได้ภาคเกษตร ทำให้การบริหารจัดการของภาครัฐต้องรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์มากกว่าที่ผ่านมา สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และเกษตรกรเผชิญแรงกดดันพร้อมกัน หากภาครัฐไม่เร่งสร้างความเชื่อมั่นและฟื้นฟูรายได้อย่างทั่วถึง ก็มีความเสี่ยงที่ประชาชนจะยิ่งชะลอการใช้จ่าย ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในวงกว้าง
นายมงคล กล่าวว่า ทั้งนี้ รัฐบาลควรเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยไม่จำกัดอยู่เพียงมาตรการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น แต่ต้องสร้างความสามารถในการหารายได้ให้ประชาชนและผู้ประกอบการในระยะยาว ประเด็นสำคัญคือ การยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตร การส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี การเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอี การเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น และการพัฒนาทักษะอาชีพให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมกันนี้ ภาครัฐควรเร่งนำเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่เศรษฐกิจระดับพื้นที่ เพื่อช่วยพยุงรายได้และกำลังซื้อของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและภาระหนี้สิน รวมถึงต้องให้ความสำคัญกับความรวดเร็วในการเยียวยา เนื่องจากความล่าช้าอาจทำให้ปัญหาสภาพคล่องของครัวเรือนและธุรกิจขยายวงกว้าง
นายมงคล กล่าวว่า เอสเอ็มอีเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย เพราะมีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงานและการหมุนเวียนรายได้ในประเทศ เอสเอ็มอีเกี่ยวข้องกับการจ้างงานประมาณ 70% ของประเทศ หากผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีรายได้เพียงพอและสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ก็จะช่วยให้ประชาชนในวงกว้างมีรายได้และกำลังซื้อเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
นายมงคล กล่าวว่า ท้ายที่สุดนี้การประชุม IMF-World Bank 2026 ควรเป็นจุดเริ่มต้นในการเรียกความเชื่อมั่นของประเทศไทยกลับคืนมา โดยการนำเสนอ Soft Power ทั้งวัฒนธรรม อาหาร และมวยไทย เป็นแนวทางที่ช่วยให้ต่างประเทศเห็นจุดแข็งของไทย แต่สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อจากนี้คือการปรับปรุงการบริหารจัดการให้ทันต่อสถานการณ์และเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจ
“ผมอยากให้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของประเทศ เป็นสัญญาณที่ดี เป็นการเรียกความเชื่อมั่นกลับมา แต่การปรับเปลี่ยนบริหารจัดการที่ทันท่วงที แล้วก็เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ต้องมุ่งหวังคนระดับเอสเอ็มอี คนตัวเล็ก ฐานราก ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ”นายมงคลกล่าว



