ธ.กรุงไทยจับมือพันธมิตรเซ็น MoU 3 ฉบับ เร่งเครื่องเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิต์ (QSNCC) ภายในงาน LOW CARBON CITIES AND ENERGY SECURITY – BUILDING SYSTEM AT SCALE: Mobilizing Private Capital. Creating Job นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ไทยมีเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจที่ครอบคลุม ปลอดภัย มีประสิทธิภาพและคาร์บอนต่ำ ไปพร้อมกับการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในวันนี้เรากำลังเปลี่ยนเป้าหมายดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรมผ่าน 3 ข้อริเริ่มสำคัญ โดยแต่ละโครงการเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของกลุ่มธนาคารโลก ภาครัฐและภาคเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมและร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้
สำหรับข้อริเริ่มแรกคือ Policy and Transition (Just Transition to Thailand’s Low-Carbon Economy) หรือ นโยบายและการเปลี่ยนผ่าน (การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของไทย) ระหว่าง กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และธนาคารกรุงไทย โดยขณะที่เรากำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว ต้องทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงแค่การปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตพลังงานเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสนับสนุนประชาชน ชุมชน และภาคธุรกิจเพื่อให้เกิดความยั่งยืนและสามารถขยายผลได้ในวงกว้าง
ข้อริเริ่มที่สองคือ Corporate Demand & Market Creation (Low Carbon Cities (LCC) and Carbon Market Development) หรือ อุปสงค์ภาคธุรกิจและการขับเคลื่อนตลาด (เมืองคาร์บอนต่ำ (LCC) และการพัฒนาตลาดคาร์บอน) ระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธนาคารกรุงไทย แกร็บ ประเทศไทย ACEIS Electric and Power และ Driver AI และข้อริเริ่มที่สามคือ Industrial Scale-Up (I-SPARK – Low-Carbon Industrial Investment) หรือ การขยายการลงทุนภาคอุตสาหกรรม (I-SPARK – การลงทุนในภาคอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ) ระหว่าง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงไทย
นายผยงกล่าวว่า เรากำลังผนึกกำลังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตที่ภาคธุรกิจสามารถเชื่อมั่นและไว้วางใจได้ สิ่งที่ทำให้ข้อริเริ่มดังกล่าวมีความโดดเด่น คือการเชื่อมโยงโครงการที่มีความน่าเชื่อถือเข้ากับผู้ซื้อที่มีความต้องการจริง ผ่านกรอบการดำเนินงานที่โปร่งใสและเชื่อถือได้ และที่สำคัญคือ การเชื่อมโยงตลาดดังกล่าวเข้ากับตลาดคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศ
และกล่าวว่า ขอเน้นย้ำถึงบทบาทของกลุ่มธนาคารโลกในการสนับสนุนการพัฒนากรอบการดำเนินงานและการสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดคาร์บอนเครดิตแห่งนี้โดยถือเป็นโอกาสในการสนับสนุนการลงทุนในระดับที่ใหญ่ขึ้น เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและสร้างโอกาสใหม่สำหรับอนาคต
ความร่วมมือนี้จะช่วยผลักดันให้ไทยสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ พร้อมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศในอนาคตด้วย

นายเอกนิติ นิติทัณฑประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สำหรับไทย วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมความสามารถในการรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ โดยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคครัวเรือนและโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้รัฐบาลต้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือทั้งนี้ เราไม่สามารถพึ่งพามาตรการอุดหนุนได้ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต เราจำเป็นต้องลงทุนตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้เศรษฐกิจมีความเข้มแข็งมากขึ้นในอนาคต
ด้วยเหตุนี้ จึงให้ความสำคัญกับแนวทางการดำเนินงาน 3 ประการ ได้แก่ การรักษาเสถียรภาพในวันนี้ เร่งการเปลี่ยนผ่านตั้งแต่ตอนนี้ และลงทุนเพื่ออนาคต ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่มุ่งขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการลงทุน โดยเฉพาะในภาคพลังงาน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมขั้นสูง รวมถึงยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย และสร้างงานที่มีคุณภาพมากขึ้นให้แก่ประชาชนด้วย
นายเอกนิติกล่าวว่า ทางรัฐบาลกำลังเร่งผลักดันเพื่อให้โครงการด้านพลังงานหมุนเวียน โดยโครงการที่จะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาตลาดคาร์บอน เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนให้มากขึ้น จะช่วยให้ประเทศไทยค่อยๆ ลดการพึ่งพาเงินอุดหนุนและมาตรการจูงใจทางภาษีในระยะยาว
และกล่าวว่า รัฐบาลมีเป้าหมายคือ การผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางชั้นนำด้านการลงทุนและตลาดคาร์บอนที่มีความน่าเชื่อถือและมีความโปร่งใสสูง และต้องการแสดงให้เห็นว่า การดำเนินการที่ประสบความสำเร็จของไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้และขยายผลในหลากหลายพื้นที่ของไทย รวมถึงประเทศต่างๆ ในภูมิภาคได้ด้วย

ด้าน นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า อยากให้ทุกคนเข้าใจถึงความสำคัญของการสร้างกลไกกลางที่มีความน่าเชื่อถือและสามารถไว้วางใจได้ เพราะหากเราสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตขึ้นมา และมีผู้ลงทุนในคาร์บอนเครดิตเหล่านี้ เงินทุนก็จะไหลกลับเข้าสู่ระบบ ซึ่งจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ทุกฝ่ายหันมาดำเนินการในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม ทว่า หากปราศจากความน่าเชื่อถือแล้วนั้น ในอนาคตก็จะไม่มีเงินทุนไหลเข้ามา ดังนั้นการผนึกกำลังระหว่างหลายภาคส่วนที่เกิดขึ้นนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลไกนี้ประสบความสำเร็จในการก้าวข้ามช่วงเปลี่ยนผ่าน การสร้างเมืองคาร์บอนต่ำและต่อภาคอุตสาหกรรม
นายบังกากล่าวว่า การใช้พลังงานให้น้อยลงจะช่วยส่งเสริมความสามารถในการรับมือกับความผันผวนด้านพลังงาน รวมถึงทำให้มีงบประมาณเหลือไปใช้กับเรื่องสำคัญอื่นๆ ได้มากขึ้น อย่างเช่นโรงเรียน ถนนและบริการภาครัฐอื่นๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดการสร้างงานด้วย ขณะที่สำหรับภาคครัวเรือน จะช่วยภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเมือง ประชาชน หรือภาคธุรกิจ เป้าหมายของการลดการใช้พลังงานก็ล้วนเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย เพื่อให้มีทรัพยากรเหลือไปใช้ในด้านอื่นที่จำเป็นมากขึ้น อีกทั้ง เงินทุนจากภาครัฐจะก่อให้เกิดประโยชน์ เห็นได้จากการที่กรุงเทพฯ มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากหากเปรียบกับเมื่อ 40 ปีที่แล้ว
พร้อมกล่าวว่า สิ่งที่ต้องทำคือปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่ไปกับการสร้างกลไกที่มีความน่าเชื่อถือ จากนั้นจึงเปิดให้ผู้ซื้อเข้ามาซื้อคาร์บอนเครดิต หากกระบวนการทั้งหมดดำเนินไปได้ด้วยดี ก็จะเกิดการไหลเวียนของเงินทุนจากภาคเอกชนไปสู่ภาครัฐ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาให้เกิดขึ้นได้ นั่นหมายความว่า ภาคธุรกิจต้องเข้ามาซื้อคาร์บอนเครดิต โดยต้องสร้างตลาดที่จูงใจให้ภาคธุรกิจเห็นถึงความคุ้มค่าในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะได้ให้เกิดการพัฒนาที่ไม่ต้องพึ่งพิงเงินจากภาครัฐเสมอไป
นายบังกาย้ำว่า ธนาคารโลกมีเป้าหมายคือ การสนับสนุนให้ภาครัฐสามารถใช้เงินทุนได้อย่างมีประโยชน์สูงสุด ดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนให้มากขึ้น สร้างงาน ให้ความสำคัญกับอนาคตของคนรุ่นใหม่ และเป็นพันธมิตรที่ดีสำหรับประชาชนชาวไทย




