‘วิทัย’ ชู AI พลิกโฉมการเงินโลก เผยพร้อมเพย์ 10 ปี ยอดธุรกรรม 54 ล้านล้าน วาง 5 เสาหลักสกัดโกงดิจิทัล
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา International Banking Seminar 2026 ภายในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ว่า การสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและเสถียรภาพทางการเงินเป็นหัวใจสำคัญของธนาคารกลางยุคใหม่ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเงินดิจิทัล รวมถึงความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะสูง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการพึ่งพาเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ
นายวิทัย กล่าวว่า ปัจจุบันประชาชนเกือบ 8 ใน 10 คนทั่วโลกมีบัญชีทางการเงิน เพิ่มจากประมาณครึ่งหนึ่งในปี 2554 โดยโทรศัพท์มือถือและช่องทางออนไลน์ช่วยขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน ขณะที่ AI มีศักยภาพเพิ่มผลิตภาพ ยกระดับการตัดสินใจ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึงช่วยประเมินสินเชื่อให้ SMEs และผู้ที่มีประวัติสินเชื่อจำกัดได้ดีขึ้น นอกจากนี้ การใช้ AI ร่วมกับ Tokenization หรือการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนดิจิทัล ยังช่วยเพิ่มระบบอัตโนมัติและประสิทธิภาพการชำระเงินข้ามพรมแดน โดยมีโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินดิจิทัลเป็นกลไกรองรับ
นายวิทัย กล่าวว่า ธปท.เปิดตัวระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) เมื่อ 10 ปีก่อน ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนมากกว่า 83 ล้านราย และในปี 2568 มีมูลค่าธุรกรรมรวม 54 ล้านล้านบาท มากกว่า 2 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สะท้อนบทบาทของระบบชำระเงินดิจิทัลที่ช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและร้านค้าขนาดเล็กเข้าถึงบริการได้สะดวกขึ้น

นายวิทัย กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีที่ทำให้ธุรกรรมรวดเร็วและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ก็มาพร้อมความเสี่ยงจากการฉ้อโกง การโจมตีทางไซเบอร์ และระบบปฏิบัติการขัดข้อง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินหลายแห่งและหลายประเทศพร้อมกัน ขณะที่ AI และ Tokenization นำมาซึ่งความเสี่ยงรูปแบบใหม่ต่อระบบเงินและระบบการเงิน
นายวิทัย กล่าวว่า ธปท.ส่งเสริมนวัตกรรมควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภคและรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ผ่านกรอบ Responsible Innovation Framework หรือการส่งเสริมนวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบ ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ 1. Sound Technology เทคโนโลยีที่มั่นคงและน่าเชื่อถือ 2. Sound Governance ธรรมาภิบาลที่ดี ป้องกันการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด และสร้างความชัดเจนให้ภาคธุรกิจ และ 3. Sound Economics หลักเศรษฐศาสตร์ที่เหมาะสมและยั่งยืน เพื่อให้ธุรกิจสร้างผลตอบแทนและลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีได้ต่อเนื่อง
นายวิทัย กล่าวว่า ทั้ง 3 เสาหลักเชื่อมโยงกัน โดยธรรมาภิบาลช่วยให้เทคโนโลยีถูกใช้อย่างเหมาะสม มาตรฐานที่ชัดเจนช่วยลดความแตกแยกของระบบและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ขณะที่ธุรกิจที่ดำเนินงานได้อย่างยั่งยืนจะมีศักยภาพลงทุนพัฒนาบริการทางการเงินให้มีคุณภาพ ปลอดภัย และครอบคลุมยิ่งขึ้น
นายวิทัย กล่าวว่า การฉ้อโกงทางดิจิทัลเป็นปัญหาระดับโลกที่แพร่กระจายรวดเร็วและข้ามพรมแดนได้ การแก้ไขจึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้กิจกรรมผิดกฎหมายย้ายไปยังประเทศที่มีมาตรการอ่อนแอกว่า ดังนั้น ธปท.จึงร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ผลักดันกรอบ “Bangkok Blueprint for Force Resilient Financial Services” ซึ่งกำหนดข้อพิจารณา 12 ประการ ครอบคลุม 5 เสาหลัก ได้แก่ 1. Prevention การป้องกัน 2. Detection การตรวจจับ 3. Response การตอบสนองต่อเหตุการณ์ 4. Information Sharing การแลกเปลี่ยนข้อมูล และ 5. Accountability ความรับผิดรับชอบ เพื่อให้แต่ละประเทศนำไปปรับใช้ตามบริบทของตนเอง พร้อมส่งเสริมมาตรการและความร่วมมือระหว่างประเทศให้สอดคล้องกัน
นายวิทัย กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญคือเทคโนโลยี รูปแบบธุรกิจ และความเสี่ยงเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ทุกประเทศจึงต้องพัฒนาความสามารถในการรับมือและร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ระบบการเงินเปิดรับนวัตกรรม ควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภคและรักษาเสถียรภาพ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะยาว




