เอกนิติ สรุป 5 ข้อคิดกรุงเทพฯ ปิดฉากประชุม IMF เชื่อมโยงกับ 4 เสาหลัก เอไอ-ลงทุน-ศก.สีเขียว และอายุยืนอย่างมั่นคง อจ.หนุนรบ.ลุยต่อยอด อนุทินลุ้นได้ร่วมOECD
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในเวที Bangkok Dialogue Notes ภายในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ว่า Bangkok Dialogue Notes เป็นการรวบรวมข้อคิดจากเวทีแลกเปลี่ยนระหว่างผู้กำหนดนโยบาย องค์การระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสะท้อนบทบาทไทยในฐานะ “ผู้เชื่อมโยงที่โลกไว้วางใจ” (Trusted Connector) และต่อยอดความร่วมมือให้เกิดผลจริง โดยไม่ใช่ข้อตกลงระหว่างประเทศหรือข้อเสนอแนะอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการรวบรวมข้อคิดจากเวทีแลกเปลี่ยนระหว่างผู้กำหนดนโยบาย องค์การระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ และผู้เสนอแนวคิดจากหลากหลายวงการ เพื่อนำไปต่อยอดเป็นความร่วมมือที่เกิดผลจริง
นายเอกนิติ กล่าวว่า ความเข้มแข็งและการปรับตัว (Resilience) ไม่ได้จำกัดอยู่ที่เงินสำรอง โครงสร้างพื้นฐาน หรือห่วงโซ่อุปทาน แต่ต้องช่วยให้คนและธุรกิจรับมือกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ ปรับตัวทันความเปลี่ยนแปลง และมีทักษะเติบโตในอนาคต โดย Bangkok Dialogue Notes สรุปข้อคิดสำคัญจากกรุงเทพฯ 5 ประการ ได้แก่ 1. ประเทศจะเข้มแข็งได้ คนต้องรับมือและไปต่อได้ ต้องช่วยให้ประชาชนและธุรกิจปรับตัวผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต โอกาสในการทำงาน และระบบคุ้มครองทางสังคม 2. สร้างความไว้วางใจระหว่างประเทศ ต้องให้คนในประเทศเห็นประโยชน์ ความร่วมมือกับต่างประเทศ
นายเอกนิติ กล่าวว่า 3. เชื่อมกับโลกแล้ว คนของเราต้องเก่งขึ้น ต้องวัดผลการค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านเทคโนโลยีจากทักษะของแรงงาน ความแข็งแกร่งของธุรกิจไทย ความสามารถในการผลิต และการปรับตัวของชุมชน 4. เริ่มจากความร่วมมือเล็กที่ทำได้จริง ก่อนขยายสู่ความร่วมมือระดับใหญ่ และ 5. ประเทศที่มีบทบาทระดับกลาง (Middle Powers) ช่วยเชื่อมประเทศต่างภูมิภาคได้
นายเอกนิติ กล่าวว่า ข้อคิดดังกล่าวเชื่อมโยงกับ 4 เสาหลักของกิจกรรมที่ไทยจัดขึ้นในฐานะเจ้าภาพ โดยมุ่งใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศช่วยให้ประชาชนและธุรกิจทุกขนาดรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและเข้าถึงโอกาสใหม่ ได้แก่ เสาที่ 1 ดิจิทัลและ AI ที่คนใช้ประโยชน์ได้และไว้ใจได้ โดยมุ่งให้ประชาชนใช้เทคโนโลยียกระดับชีวิตและการทำงาน โดย Small AI ที่เข้าถึงง่ายช่วยเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจขนาดเล็กและสร้างงานที่ดีขึ้น ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลช่วยให้รัฐส่งความช่วยเหลือได้ตรงจุด และ SMEs เข้าถึงตลาดกับแหล่งเงินทุน ส่วนการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินภายใต้แนวคิด Connect the Dots และ Bangkok Blueprint ช่วยเสริมความมั่นใจในการใช้ระบบการเงินดิจิทัล ส่วนเสาที่ 2 การค้าและการลงทุนที่เพิ่มทางเลือกและสร้างความสามารถให้คนในประเทศ เน้นกระจายความเสี่ยงด้านแหล่งจัดหา ตลาด เทคโนโลยี และประเทศคู่ค้า พร้อมผลักดันการลงทุนที่สร้างงานคุณภาพ พัฒนา SMEs และเพิ่มทักษะคนไทย โดยอาเซียนสามารถต่อยอดความร่วมมือผ่านการเชื่อมโยงภาคบริการ ระบบชำระเงินข้ามพรมแดน และโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid)
นายเอกนิติ กล่าวว่า เสาที่ 3 เศรษฐกิจสีเขียวที่ช่วยลดความเสี่ยงและส่งเงินทุนถึงผู้ที่ต้องปรับตัว พลังงานสะอาด โครงข่ายไฟฟ้าที่แข็งแรง และการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีราคาผันผวน ขณะที่การเปลี่ยนผ่านและปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้อง การมีส่วนร่วมของประชาชนและธุรกิจ รวมถึงการจัดสรรเงินทุนและทรัพยากรอย่างเหมาะสม และ เสาที่ 4 อายุยืนขึ้น ต้องมีโอกาสและความมั่นคงมากขึ้นด้วย ต้องพัฒนาระบบการศึกษา การทำงาน สุขภาพ การออม และการคุ้มครองทางสังคม พร้อมใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศแลกเปลี่ยนนวัตกรรม เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสและความมั่นคงตลอดชีวิต
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ผมได้พบกับนายมาเธียส คอร์แมนน์ (Mathias Cormann) เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่กรุงเทพฯ ซึ่งผมได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD และการทำงานร่วมกับ OECD อย่างใกล้ชิดมาตลอด ทั้งนี้ขอขอบคุณ เลขาธิการคอร์แมนน์ สำหรับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและความร่วมมืออย่างใกล้ชิดที่มีให้แก่ประเทศไทย การเข้าเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปที่จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจและธรรมาภิบาลของเรา การเปลี่ยนแปลงที่กำลังดำเนินอยู่นี้จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ สนับสนุนการยกระดับรายได้ และนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของประเทศไทยที่จะก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ด้วยความมั่นใจ สร้างความก้าวหน้าให้กับประเทศและประชาชนชาวไทยทุกคน”
นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง เปิดเผยถึงกรณีที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าว่า สิ่งที่ไทยควรต่อยอดหลังจากการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ตนมองว่าไทยควรนำองค์ความรู้และข้อเสนอจากการประชุมไปต่อยอดเป็นนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง โดยเฉพาะแนวคิดการใช้ AI อย่างทั่วถึง ซึ่งครอบคลุมทั้งการนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าและบริการ การพัฒนาทักษะแรงงานให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้ และการกระจายประโยชน์จาก AI ไปยังทุกภาคส่วน ตั้งแต่บริษัทขนาดใหญ่ SMEs เกษตรกร ไปจนถึงผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว อาหาร และบริการสุขภาพ



