ในยุคที่การใช้งานอินเตอร์เน็ตแพร่หลาย และสามารถเข้าถึงได้ง่ายดายทั้งจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือเช่นนี้
หากอ้างอิงข้อมูลจากผู้ให้บริการโทรศัพท์ที่จะพบว่าในแต่ละปีอัตราใช้งานดาต้าในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต มีแนวโน้มเพิ่มสูงทุกปี ซึ่งปัจจัยมาจากการวิดีโอสตรีมมิ่ง หรือการชมคลิปหรือไฟล์วิดีโอต่างๆ ผ่านอินเตอร์เน็ต หรือที่ในระดับสากลเรียกว่า Over The Top หรือ OTT
สอดคล้องกับล่าสุดที่ดีแทค หนึ่งในผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ของไทยออกมาให้ข้อมูลว่า อัตราการใช้งานอินเตอร์เน็ตของลูกค้า 1 ใน 3 เป็นการใช้งานเพื่อดูยูทูบ ประกอบกับทางยูทูบเองก็ออกมาเผยสถิติว่าปี 2559 คนไทยมีอัตราการใช้งานเฉลี่ยที่ 1.7 ชั่วโมง/คน/วัน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีอัตราใช้งานเฉลี่ยที่ 1.1 ชั่วโมง/คน/วัน
ด้วยความนิยมการใช้งาน OTT ที่สามารถรับชมได้ตามความสะดวกของผู้ใช้งานทุกที่ทุกเวลาเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่เม็ดเงินโฆษณาจากสื่อต่างๆ จะเริ่มหลั่งไหลไปยังทิศทางผู้ให้บริการ OTT อ้างอิงได้จากข้อมูลของสมาคมมีเดียเอเยนซี่ ที่ระบุว่ามูลค่าโฆษณาบนสื่อออนไลน์ปี 2559 อยู่ที่ราว 12,000 ล้านบาท
คาดสิ้นปี 2560 มูลค่าตลาดน่าอยู่ที่ 22,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี ช่วงนี้จึงได้เห็นสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มุ่งมั่นเหลือเกินที่จะเข้าไปจัดการกำกับดูแลผู้ให้บริการ OTT หลักๆ มี 2 ประเด็น คือ เรื่องภาษี และเนื้อหา
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ OTT (Over The Top) กล่าวว่า ปัญหาของ OTT คือ ผู้ให้บริการรายใหญ่ส่วนใหญ่เป็นผู้ให้บริการจากต่างประเทศ ฉะนั้น การเข้ามาอยู่ในระบบหรือมีที่ตั้งสำนักงานในประเทศถือเป็นเรื่องที่สมควร เพราะอย่างเฟซบุ๊ก หรือยูทูบ เข้ามาทำธุรกิจในไทยมีรายได้ 4,000-5,000 ล้าน/ปี แต่ธุรกรรมการซื้อขายหลักๆ กลับไปอยู่ที่ต่างประเทศหมด จึงเป็นที่น่ากังวลใจว่าการที่บริษัทเหล่านี้เข้ามาทำธุรกิจกับประเทศไทยมาเอาเงินจากคนไทย แต่กลับกลายเป็นว่าไม่ยอมอยู่ในกฎหมายและจ่ายภาษีให้แก่ประเทศไทยเลย ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าหากอนาคตบริษัทที่มาทำธุรกิจในประเทศไทยยึดหลักการนี้กันหมด ไม่ยอมเสียภาษี ที่สุดแล้วประเทศไทยคงไม่รู้เอาเงินจากที่ไหนมาพัฒนาประเทศ
เมื่อ กสทช.สอบถามไปก็อ้างว่าออฟฟิศที่มาเปิดในประเทศไทยเป็นออฟฟิศด้านสื่อสารการตลาดหน่วยหนึ่งเท่านั้น ซึ่งการทำงานยังขึ้นตรงกับบริษัทในต่างประเทศ รวมถึงไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแต่อย่างใด ฉะนั้น ทาง กสทช.จึงมองว่าบริษัทเหล่านี้ควรจะต้องจดทะเบียนตั้งบริษัทนิติบุคคลในไทย เพราะหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคนี้อย่างอินโดนีเซียและเวียดนาม ก็สามารถบังคับให้บริษัท OTT จากต่างประเทศเหล่านี้มาจดทะเบียนตั้งบริษัทในประเทศตนเองได้เช่นกัน
พ.อ.นทีกล่าวว่า ในด้านการกำกับดูแล ในหลักการของ OTT คือ เป็นผู้ประกอบกิจการแพร่ภาพและกระจายเสียงผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งถือเป็นอีก 1 กลุ่มผู้ประกอบกิจการที่ กสทช.จะต้องเข้าไปกำกับดูแลเพิ่มเติมจากกลุ่มช่องฟรีทีวี ทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวี แต่ผู้ประกอบการ OTT จะได้รับการยกเว้น โดยการไม่ต้องมีใบอนุญาต ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ไม่ต้องนำส่งผังรายการ ไม่ต้องดำเนินการตามประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป (มัสต์แครี่) และประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป พ.ศ.2555 (มัสต์แฮฟ)
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการโอทีทีที่มาขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการ OTT ภายใต้กฎหมายไทยกับ กสทช. จะยังสามารถให้บริการในรูปแบบเดิมได้ต่อไป เพียงแต่การให้บริการต้องไม่ขัดต่อหลักของกฎหมาย คือ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 และกฎหมายย่อยอื่นๆ เช่น ห้ามเผยแพร่เนื้อหาที่เกี่ยวกับการพนัน ลามกอนาจาร ห้ามโฆษณาบุหรี่และสุรา เป็นต้น เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่ทำให้สังคมเสียหาย
พ.อ.นทีกล่าวว่า หากพบว่าผู้ให้บริการ OTT มีการกระทำความผิดโดยการเผยแพร่เนื้อหาที่ขัดต่อกฎหมาย กสทช. ทาง กสทช.เองก็จะสามารถลงโทษได้ โดยจะใช้กฎหมายและเกณฑ์พิจารณามาตรฐานเดียวกันกับผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ที่มีใบอนุญาตกับ กสทช. เช่น กรณีที่ก่อนหน้านี้มีดาราชายนำหญิงสาวมาโชว์ลามกผ่าน OTT ในกรณีดังกล่าว ตามกฎหมายถ้าโชว์ผ่านโทรทัศน์ต้องโดนปรับ 500,000 บาท ซึ่งหลังจากนี้เมื่อผู้ให้บริการ OTT มาลงชื่อกับ กสทช.เรียบร้อยแล้ว จะส่งผลให้ กสทช.สามารถลงโทษกรณีดังกล่าวได้ด้วยมาตรฐานเดียวกัน คือ ปรับ 500,000 บาท เป็นต้น
พ.อ.นทีกล่าวว่า ในส่วนของผู้ให้บริการที่ กสทช.มองว่าเข้าข่ายเป็น OTT เบื้องต้น คือ ในส่วนของทีวีดิจิทัล เนื่องจากช่องทีวีเหล่านี้มีการนำเนื้อหารายการของตนเองออกอากาศบนโครงข่ายอื่นนอกเหนือจากหน้าจอโทรทัศน์ ซึ่งขณะนี้มีผู้มารับทราบและดำเนินการแจ้งไปแล้ว 24 ราย ในส่วนของผู้ให้บริการโครงข่าย หรือแพลตฟอร์ม OTT ได้มารับทราบและดำเนินการไปแล้ว 11 ราย อาทิ True Visions Anywhere, AIS Play, Primetime, Doonee, Monomaxxx, Viu, Line TV และ Kapook.com
ในส่วนของผู้ใช้บริการที่สามารถเผยแพร่เนื้อหาวิดีโอต่างๆ ของตนเองผ่านแพลตฟอร์ม OTT ที่ กสทช.มองว่าต้องมาลงทะเบียนในฐานะผู้ให้บริการ OTT ในเบื้องต้น คือ กลุ่มผู้ใช้งานยูทูบ หรือยูทูบเบอร์ ที่เป็นคนไทยหรืออยู่ในประเทศไทยที่มีผู้กดติดตามเกิน 1 ล้านคน หรือเป็นกลุ่มผู้ใช้งานที่ กสทช.คาดว่าจะส่งผลกระทบ
ต่อคนไทย ซึ่งมีจำนวนทั้ง 2 กลุ่มรวมกันทั้งสิ้น 44 ราย ได้แก่ Dek Jew Chill Out, My Mate Nate, TackleMinecraft, Bie The Ska, Spicydisc, RAP IS NOW, TeamGarryMovieThai, TOPLINE Music Official, OKyouLIKEs, 108 Life, Jannine Weigel และ GDH 559 ซึ่งทั้งหมดทาง กสทช.ได้เชิญให้มาลงทะเบียน โดยทุกรายก็ยินดีให้ความร่วมมือกับ กสทช. และลงทะเบียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ ในส่วนผู้ใช้บริการเฟซบุ๊ก หรือเว็บเพจเฟซบุ๊กที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก ขณะนี้ กสทช.กำลังอยู่ในระหว่างพิจารณาว่าจะกำหนดให้เข้าข่ายเป็นผู้ให้บริการ OTT ที่ต้องมาลงทะเบียนหรือไม่
พ.อ.นทีกล่าวว่า สำหรับบริษัทที่ กสทช.เชิญให้มาลงทะเบียน แต่ยังไม่มาลงทะเบียนเวลานี้ เหลือเพียง 3 ราย ได้แก่ ยูทูบ เฟซบุ๊ก และเน็ตฟลิกซ์ แต่ทางเน็ตฟลิกซ์ได้ติดต่อมายัง กสทช.แล้วว่าจะเดินทางมาพบ กสทช.ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ส่วนอีก 2 ราย ทาง กสทช.จะยังคงให้เวลาถึงวันที่ 22 กรกฎาคม โดยส่วนตัวยังเชื่อว่าทั้ง 3 บริษัทจะให้ความร่วมมือกับ กสทช. เพราะทั้งสามบริษัทมีลูกค้าในประเทศไทยจำนวนมาก แต่ในทางกลับกัน หากทั้ง 3 ราย หรือหากมีผู้ให้บริการรายอื่นๆ ในอนาคตไม่มาเข้าสู่ระบบ จะถือว่าไม่อยู่ภายใต้กฎกติกาและกฎหมายไทย
การให้บริการต่อไปคงไม่มีปัญหา เพราะ กสทช.จะไม่ไปดำเนินการปิดหรือระงับการให้บริการของใคร แต่การทำธุรกิจหลังจากนั้นคงลำบาก…

