หน้าแรก เศรษฐกิจ สนค. แนะ 5 แน...

สนค. แนะ 5 แนวทาง สร้างมูลค่าเพิ่ม เพิ่มโอกาสห่วงโซ่อุปทาน-การค้าโลก

20.10.26 | 13:00 น.

สนค. แนะ 5 แนวทาง สร้างมูลค่าเพิ่ม เพิ่มโอกาสห่วงโซ่อุปทาน-การค้าโลก

 

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) รายงานว่า การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain Reconfiguration) กำลังเปิดโอกาสด้านการค้าและการลงทุนให้แก่ไทย จากจุดแข็งด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ฐานการผลิต โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายการค้า แต่ไทยต้องเร่งสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ยกระดับศักยภาพของธุรกิจ ควบคู่กับการกระจายตลาดและแหล่งปัจจัยการผลิต เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของการค้าโลก


สนค. ศึกษาการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พบว่า เหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งความขัดแย้งทางการค้า การแพร่ระบาดของ COVID-19 ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการแข่งขันระหว่างประเทศในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ส่งผลให้ประเด็นความมั่นคงของแหล่งจัดหาปัจจัยการผลิต ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม ถูกนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจด้านการผลิตและการลงทุนมากขึ้น ทำให้เกิดการกระจายความเสี่ยง โดยลดการพึ่งพาผู้ผลิต ประเทศ หรือเส้นทางขนส่งเพียงแห่งเดียว และเกิดการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การกระจายแหล่งจัดซื้อ การรักษาฐานการผลิตในจีนและเพิ่มฐานการผลิตในประเทศอื่น (China Plus One) การย้ายฐานการผลิตไปใกล้ตลาดปลายทาง ประเทศพันธมิตร หรือกลับสู่ประเทศต้นทาง รวมถึงการสำรองสินค้าหรือวัตถุดิบสำคัญ ทั้งนี้ การปรับตัวเกิดขึ้นไม่เท่ากันในทุกอุตสาหกรรม

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และ AI ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และแร่สำคัญ รวมถึงพลังงาน อาหาร และปัจจัยการผลิตพื้นฐาน

สำหรับประเทศไทย การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกเปิดโอกาสให้ไทยมีบทบาทเพิ่มขึ้นในเครือข่ายการผลิตและการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากการที่ประเทศเศรษฐกิจสำคัญอย่างสหรัฐฯ และจีน กระจายแหล่งจัดหาและลดการพึ่งพาฐานการผลิตเพียงแห่งเดียว ไทยที่มีจุดแข็งด้านความพร้อมขอโครงสร้างพื้นฐาน ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และเครือข่ายการค้า จึงมีศักยภาพเป็นเศรษฐกิจตัวเชื่อม (connector economy) ในห่วงโซ่อุปทานโลก

Advertisement

ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของไทย สะท้อนความเชื่อมโยงกับตลาดและห่วงโซ่อุปทานของประเทศสำคัญที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยในช่วงปี 2559–2568 สัดส่วนการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ เพิ่มจาก 11.4% เป็น 21.4 %ขณะที่สัดส่วนการนำเข้าจากจีนเพิ่มจาก21.6 %เป็น31.1 %และจากไต้หวันเพิ่มจาก3.7% เป็น7.4 %ขณะเดียวกัน สินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์มีบทบาทในการส่งออกและนำเข้าของไทยเพิ่มขึ้น อาทิ การส่งออกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (HS 8471) สัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 4.9 %เป็น 6.7 และโทรศัพท์และอุปกรณ์สื่อสาร (HS 8517) สัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 1.2 %เป็น 5.1 %ต่อมูลค่าการส่งออกรวม ขณะที่การนำเข้าวงจรรวม (HS 8542) มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก4.8 %เป็น 10% ต่อมูลค่านำเข้ารวม

ทั้งนี้ ข้อมูลสถิติระยะสั้นส่วนหนึ่งอาจได้รับผลจากการเร่งส่งออกก่อนมาตรการภาษีมีผลและการปรับสินค้าคงคลังของภาคธุรกิจ

ด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ปี 2568 เงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าไทยเพิ่มขึ้น30.3 %เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นมูลค่า 19.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีแนวโน้มการลงทุนในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ เศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานโลกยุคใหม่ สะท้อนความสนใจของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทยในการเป็นฐานการผลิตและเชื่อมโยงกับเครือข่ายการผลิตและการค้าในภูมิภาค

นอกจากโอกาสด้านการค้าและการลงทุนแล้ว การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานยังเปิดโอกาสให้ไทยได้ยกระดับภาคการผลิตและบริการ โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้าและการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเพิ่มมูลค่าในภาคเกษตร อาหาร และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ตลอดจนการพัฒนาภาคบริการที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมการผลิตและการค้า

อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานยังมาพร้อมความท้าทาย ทั้งการพึ่งพาตลาดและแหล่งปัจจัยการผลิตบางประเทศในระดับสูง การแข่งขันจากสินค้าจีนและกำลังการผลิตส่วนเกิน ตลอดจนมาตรการทางการค้า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และการตรวจสอบย้อนกลับ นอกจากนี้ การส่งออกสินค้าบางส่วนที่เพิ่มขึ้นอาจมาพร้อมการนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบมูลค่าสูง ทำให้มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นภายในประเทศไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ จึงเสนอแนวทางสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ 1.กระจายตลาด สินค้า และแหล่งปัจจัยการผลิตอย่างมีเป้าหมาย 2.ยกระดับอุตสาหกรรมและเพิ่มมูลค่าในประเทศ โดยเชื่อมโยง SMEs ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก 3.เพิ่มความพร้อมต่อกฎระเบียบและมาตรฐานการค้าใหม่ 4.ขยายความร่วมมือทางการค้าและยกระดับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์ และ 5.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน

สนค. รายงานต่อว่า การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกไม่ใช่เพียงการย้ายฐานการผลิตจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง แต่เป็นการจัดระเบียบเครือข่ายการผลิตและการค้าใหม่ ไทยจึงควรใช้ประโยชน์จากโอกาสที่ได้รับ

อย่างเต็มที่ ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทย พัฒนาทักษะและเทคโนโลยี และเสริมความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยง เพื่อยกระดับบทบาทของไทยสู่ฐานการผลิตและบริการที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ และสร้างมูลค่าและประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับธุรกิจไทยได้