คลังเปิด 3 ความสำเร็จไทยบนเวที IMF-WBG 2026 ดันจีดีพีโต 3% มุ่งสู่สมาชิก OECD ใน 2 ปี ‘คริสตาลินา’ ยกไทยคว้า “เหรียญทองโอลิมปิกการเงินโลก”
IMF ยกไทยคว้า “เหรียญทอง”
ที่ ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายสันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวแถลงข่าวสรุปผลสำเร็จ เรื่อง “การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 (IMF – World Bank 2026)” ว่า ความสำเร็จจากการที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 (IMF – World Bank 2026) ถือเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ โดย นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยกย่องให้ประเทศไทยได้รับรางวัล “เหรียญทอง” ซึ่งเปรียบเสมือนเหรียญรางวัลจากการจัดงานโอลิมปิกของการเงินโลก โดยสามารถแบ่งความสำเร็จออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่
นายสันติธาร กล่าวว่า 1. ด้านการเป็นเจ้าภาพที่โลกหลงรัก การประชุมครั้งนี้มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมกว่า 19,000 คน ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายถึง 27% และเป็นผู้แทนระดับสูงที่มีกำลังซื้อสูงถึง 60% โดยผู้เข้าร่วมพำนักในไทยเฉลี่ย 9 วัน ส่งผลดีต่อการจับจ่ายใช้สอยในภาคธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และการเดินทาง รวมถึงอุตสาหกรรม MICE นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและต่อยอดซอฟต์พาวเวอร์ของไทย ทั้งผลไม้ไทย ไอศกรีมแบรนด์ไทย และผ้าไทย เช่น ผ้าขาวม้า ให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
IMF น้อมนำปรัชญา ร.9
นายสันติธาร กล่าวว่า 2. ด้านการเป็นผู้นำทางความคิดที่โลกยอมรับ แม้ไทยจะเป็นประเทศขนาดกลาง แต่ได้เป็นประเทศที่สามารถแสดงศักยภาพในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ Royal Pavilion เพื่อนำเสนอพระราชกรณียกิจ แนวพระราชดำริ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ร.9) ตลอดจนการสืบสาน รักษา และต่อยอดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน และเหตุการร์สำคัญที่สร้างความประทับใจในเวทีระดับโลกครั้งนี้ คือการที่นางคริสตาลินา ได้อัญเชิญพระราชดำรัสของในหลวงร.9 ขึ้นกล่าวในสุนทรพจน์บนเวทีการประชุมใหญ่ต่อหน้าผู้นำจาก 191 ประเทศ พร้อมระบุว่าจะนำข้อคิดและหลักปรัชญาดังกล่าว กลับไปเป็นแรงบันดาลใจในการบริหารงานของ IMF ที่กรุงวอชิงตันต่อไป
นายสันติธาร กล่าวว่า นอกจากนี้ ไทยยังได้เสนอแนวทางใน 4 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย 1.การผลักดัน Small AI เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและร้านอาหารในการวิเคราะห์ต้นทุนและบริหารธุรกิจ 2.การรับมือภัยทางการเงิน โดยผลักดันความร่วมมือข้ามชาติผ่าน “Bangkok Blueprint” ร่วมกับ IMF และธนาคารโลก เพื่อปกป้องเงินของประชาชนจากมิจฉาชีพในโลกดิจิทัลที่ไม่มีพรมแดน 3.การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ผ่านโครงการเมืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon City) ร่วมกับธนาคารโลก ธนาคารกรุงไทย และ EXIM Bank เพื่อลดการใช้พลังงานและสร้างตลาดคาร์บอนเครดิตในไทย และ 4.การเป็น Trusted Connector ในโลกที่กำลังแตกแยกและแบ่งขั้ว
“สิ่งที่เรานำเสนอคือ ประเทศไทยพร้อมเป็น Trusted Connector หรือผู้เชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจจากนานาประเทศ ซึ่งเรามีความพร้อมและได้ทำให้เห็นเป็นรูปธรรมแล้ว ผ่านการหารือและตกลงกับรัฐมนตรีสิงคโปร์ว่า ในเมื่อสิงคโปร์จะเป็นประธานอาเซียนปีหน้า และไทยจะรับไม้ต่อจากนั้น เราจึงตกลงจับมือกัน สิ่งที่สิงคโปร์ริเริ่มไว้ ไทยก็จะนำมาสานต่อ เพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างต่อเนื่องต่อไป” นายสันติธาร กล่าว
ปูทางดันจีดีพีโต 3% มุ่งสู่สมาชิก OECD
นายสันติธาร กล่าวว่า และ 3. ด้านการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่โลกเชื่อมั่น ไทยได้เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติ พร้อมชี้แจงทิศทางนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งรักษาวินัยการคลังควบคู่ไปกับการลงทุนในอนาคต ขณะเดียวกันก็รับฟังข้อเสนอแนะจากภาคธุรกิจและองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อนำมาปรับปรุงกฎระเบียบที่ติดขัดและยกระดับทักษะแรงงานภายในประเทศ โดยมีเป้าหมายในการขับเคลื่อน GDP ให้เติบโตกว่า 3% ภายใน 4 ปี และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก (IMD) ซึ่งความพยายามทั้งหมดนี้จะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่นำไทยไปสู่การเป็นสมาชิก OECD ในอีก 2 ปีข้างหน้า
“ความสำเร็จในวันงานอันนี้ สิ่งสำคัญมากๆ ที่ผมอยากจะกล่าวทิ้งท้ายก็คือ นอกจากจะทำให้โลกรู้จักเราแล้ว มันก็ทำให้พวกเรารู้จักตัวเองด้วยว่า วันที่เรามีโจทย์ยากๆ อยู่มากมาย คนไทยเมื่อร่วมมือกันจริงๆ งานยากๆ งานท้าทายแค่ไหน ก็สามารถทำได้ แล้วทำได้ไม่แพ้ใครในโลก ผมว่ากำลังใจตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ แล้วไม่ใช่ชัยชนะของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นชัยชนะของคนไทยทุกๆ คน ได้เหรียญทองกันหมด” นายสันติธารกล่าว



