มาตรการช่วยน้ำท่วม69 – คลัง งัดแพคเกจช่วย-ฟื้นฟูภัยน้ำท่วมปี’69 พักหนี้สูงสุด 1 ปี อัดสินเชื่อดอก 0% ผุดซอฟต์โลน 3 หมื่นล้านอุ้มลูกค้าแบงก์พาณิชย์ ย้ำไม่มีรูปถ่ายก็เคลมได้ ไม่ตัดสิทธิ
มาตรการช่วยน้ำท่วม69 – เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ที่ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย ปี 2569 ว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในหลายจังหวัด ทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อน สูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ เครื่องจักร และสถานประกอบการ อีกทั้งยังส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก ประชาชนและผู้ประกอบการจำนวนมากสูญเสียพื้นที่ทำกิน ร้านค้าต้องหยุดกิจการ ส่งผลให้รายได้ลดลงหรือขาดหายไป กระทรวงการคลังจึงร่วมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ออกมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย ปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับประชาชนและผู้ประกอบการเป็นศูนย์กลาง
นายลวรณกล่าวว่า ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบและฟื้นฟูผู้ประสบภัยตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยจุดเด่นสำคัญของมาตรการในครั้งนี้ที่แตกต่างจากอดีตมี 3 ประการ ได้แก่ 1.ความรวดเร็วในการดำเนินนโยบายที่ออกมาอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องรอให้น้ำลด 2.การผนึกกำลังของธนาคารรัฐทั้ง 7 แห่งในการพักชำระหนี้พร้อมกัน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และ 3.การกำหนดอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ระดับ 0% เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง โดยแบ่งมาตรการออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้
นายลวรณกล่าวว่า 1.มาตรการด้านการเงิน (บรรเทาและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่เป็นลูกค้าแบงก์รัฐ) ได้แก่ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (แบงก์รัฐ) ทั้ง 7 แห่ง ออกมาตรการพักชำระหนี้ ทั้งส่วนต้นเงินและดอกเบี้ย เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือน จนถึงสูงสุด 1 ปี ส่วนประชาชนที่ต้องการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) สนับสนุนสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรน วงเงินต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 0-1.99% ต่อปี ระยะเวลากู้ยาวนานสูงสุดถึง 40 ปี ขณะที่ประชาชนที่ต้องการสภาพคล่อง ธนาคารออมสินให้สินเชื่อฉุกเฉินวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท ดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก ขณะที่เกษตรกร ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อเสริมสภาพคล่องและซ่อมแซมเครื่องมือการเกษตร วงเงินต่อรายไม่เกิน 5 แสนบาท ปลอดดอกเบี้ย 6 เดือน ระยะเวลากู้ไม่เกิน 15 ปี
นายลวรณกล่าวว่า ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ (SME) ธนาคารออมสิน, ธอท. และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) สนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) วงเงินต่อรายไม่เกิน 5 ล้านบาท ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0-3.25% ต่อปี ระยะเวลากู้ไม่เกิน 7 ปี ส่วน ธสน. สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนชั่วคราวไม่เกิน 20% ของวงเงินหมุนเวียนเดิม สูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 1 ปี ขณะที่ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) พักชำระค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อและค่าจัดการการค้ำประกันเป็นระยะเวลา 6 เดือน และ ธอส. มีมาตรการประนอมหนี้เพิ่มเติมให้กับลูกหนี้เป็นระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน รวมทั้ง ธอส.และ ธอท. ได้ออกกระบวนการสินไหมเร่งด่วน (Fast Track) สำหรับลูกค้าประกันอัคคีภัย
นายลวรณกล่าวว่า 2.มาตรการฟื้นฟู (โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ Soft Loan lesiy) โดยธนาคารออมสิน ได้เตรียมวงเงินโครงการ 30,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0.01% ปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์เพื่อนำไปปล่อยกู้ต่อให้ผู้ประสบภัย สำหรับกลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้าของแบงก์รัฐ ทั้งนี้ วงเงินกู้ต่อรายรวมทุกสถาบันไม่เกิน 30 ล้านบาท โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ย 2 ปีแรกไม่เกิน 3.50% ต่อปี และปีที่ 3-5 ไม่เกิน 5.00% ต่อปี ระยะเวลากู้ไม่เกิน 5 ปี โดยให้แยกบัญชีมาตรการนี้เป็นบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐ (PSA)
นายลวรณกล่าวว่า 3.มาตรการทางภาษี แบ่งออกเป็น 3 กรมหลัก ดังนี้ 1.กรมศุลกากร ยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักรและชิ้นส่วนอุปกรณ์ใหม่ ที่นำเข้าเพื่อทดแทนหรือซ่อมแซมความเสียหาย จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 สำหรับผู้ประกอบกิจการโรงงานและโรงแรมในพื้นที่ประสบภัย 2.กรมสรรพากร ให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับค่าซ่อมแซมบ้านไม่เกิน 100,000 บาท และค่าซ่อมรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 30,000 บาท สำหรับความเสียหายระหว่าง 15 พ.ค.-31 ธ.ค. 2569 รวมทั้งขยายเวลาการยื่นแบบและชำระภาษีทุกประเภท (เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นิติบุคคล หัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ที่ครบกำหนดระหว่าง 1 ก.ย.-29 ธ.ค. 2569 ออกไปจนถึงวันที่ 30 ธ.ค. 2569 และ 3.กรมสรรพสามิต ขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบชำระภาษี ยื่นงบเดือน และการต่อใบอนุญาตขายสุรา ยาสูบ ไพ่ ออกไปจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569
นายลวรณกล่าวว่า นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้บูรณาการกลไก “กรมธรรม์ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” เข้ามาช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงด้านงบประมาณของรัฐบาล โดยกำหนดวงเงินความคุ้มครองรวมสูงสุดที่ 75,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 1 ตุลาคม 2570 คุ้มครองภัยพิบัติหลัก 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยมีรายละเอียดการเยียวยาดังนี้ สำหรับกรมธรรม์ที่อยู่อาศัยกลุ่ม คุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อหลังคาเรือน โดยขั้นตอนการจ่ายเงินกรณีอุทกภัยจะแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ การจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น 10,000 บาทภายใน 15 วันแรก และจากนั้นจะใช้ระบบ AI เข้ามาช่วยประเมินเพื่อจ่ายตามความเสียหายจริงเพิ่มเติมอีกไม่เกิน 90,000 บาท (ส่วนกรณีวาตภัยและแผ่นดินไหว จ่ายเบื้องต้น 5,000 บาท)
นายลวรณกล่าวว่า สำหรับกรมธรรม์อุบัติเหตุกลุ่ม คุ้มครองกรณีเสียชีวิตและทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงในวงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อคน ทั้งนี้ ผู้เอาประกันภัยต้องเป็นผู้ที่อยู่ในเขตที่มีการประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติและได้รับความเสียหายจริงเท่านั้น สามารถยื่นเรื่องเคลมผ่านแพลตฟอร์ม www.thainatcat.org หรือติดต่อสาขาของบริษัทประกันภัยทั้ง 11 แห่งที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งนี้ การไม่ถ่ายรูปความเสียหายไว้จะไม่ถือเป็นการตัดสิทธิการรับเงินเยียวยา แต่การถ่ายรูปเก็บไว้จะเป็นวิธีการที่ดีและช่วยให้กระบวนการรวดเร็วที่สุด

