หน้าแรก เศรษฐกิจ สทนช. เร่งคลี...

สทนช. เร่งคลี่คลายน้ำท่วมขัง ปรับแผนระบายน้ำเขื่อน เกาะติดฝนหนักภาคใต้

20.10.26 | 22:30 น.

สทนช. เร่งคลี่คลายน้ำท่วมขัง ปรับแผนระบายน้ำเขื่อน เกาะติดฝนหนักภาคใต้

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 8/2569 ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงจังหวัดพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์


เลขาธิการ สทนช. เปิดเผยว่า สำหรับปัญหาคุณภาพน้ำในหลายพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.ปทุมธานี จ.ปราจีนบุรี และ อ.องครักษ์ จ.นครนายก สทนช. ได้ประสานหน่วยงานเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ โดยกรมชลประทานได้ผันน้ำดีเข้ามาช่วยเจือจางและผลักดันน้ำเสีย พร้อมทั้งเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดเก็บผักตบชวาหน้าประตูระบายน้ำเพื่อเปิดทางน้ำไหล และพิจารณาปรับวิธีบริหารจัดการประตูระบายน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้ตมเลนและตะกอนเน่าเสียก้นคลองไหลลงสู่ลำน้ำสายหลัก

ขณะที่ กรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินการเพิ่มออกซิเจนในน้ำเพื่อลดปัญหาน้ำเน่าเสียและกลิ่นเหม็น ส่วนกรมควบคุมมลพิษมีการตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมตรวจสอบการปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเข้มงวด และวางมาตรการสกัดคราบน้ำมันเพื่อป้องกันมลพิษแพร่กระจายลงสู่พื้นที่ท้ายน้ำ

ด้าน ปัญหาน้ำท่วมขังในลุ่มน้ำท่าจีน ได้กำชับให้โครงการชลประทานในพื้นที่ปรับลดปริมาณการระบายน้ำเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาและลดปริมาณน้ำสะสมในพื้นที่ นอกจากนี้ กรมชลประทานได้ปรับลดการระบายน้ำที่ประตูระบายน้ำพลเทพเพื่อรักษาระดับน้ำสำหรับเกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชัง และติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเล ส่วนลุ่มน้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง คาดว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน พร้อมทั้งกำลังทยอยระบายน้ำออกจากพื้นที่ทุ่งลุ่มต่ำตามลำดับ

Advertisement

ในส่วนของเขื่อน จ.กาญจนบุรี ทั้งเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ ซึ่งมีน้ำมากเกือบเต็มความจุเก็บกัก แม้คาดว่าจะมีฝนตกเพิ่มเติมในพื้นที่ไม่มากนัก แต่ได้ทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำเพื่อความไม่ประมาท ซึ่งคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ เนื่องจากปริมาณน้ำในลำน้ำสาขาด้านท้ายเขื่อนมีแนวโน้มลดลง

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ประเมินว่า “พายุจำปี” กำลังเคลื่อนตัวไปทางไต้หวัน ไม่มีแนวโน้มเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง ในส่วนของในพื้นที่ภาคใต้ต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักต่อเนื่อง โดยช่วงวันที่ 24-26 ตุลาคม 2569 จะมีฝนตกหนักมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงได้กำชับกรมชลประทานให้เร่งตรวจสอบความพร้อมของเครื่องสูบน้ำและเครื่องจักรในพื้นที่ให้พร้อมใช้งานได้ 100% และ สทนช. จะมีการกำกับดูแลการเตรียมการในพื้นที่อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำการบริหารจัดการเขื่อนต่าง ๆ ให้สามารถรองรับน้ำไหลเข้าเพิ่มเติมได้ โดยเขื่อนในภาคใต้ที่มีปริมาณน้ำเกิน 80% ของความจุเก็บกัก ต้องเตรียมความพร้อมในการพร่องน้ำล่วงหน้า โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนด้วย

“สทนช. ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเร่งระบายน้ำในพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง รวมถึงการประเมินสถานการณ์และวางแผนร่วมกันในการเตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักในระยะต่อไป โดยเฉพาะจังหวัดในภาคใต้ที่กำลังเข้าสู่ฤดูฝนและมีแนวโน้มฝนตกหนักในหลายพื้นที่ เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยและดินโคลนถล่มที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด” เลขาธิการ สทนช. กล่าว